เอไอเอสผนึกอมตะ นำ 5G ยกระดับอมตะซิตี้ชลบุรีเป็นสมาร์ตซิตี้ ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกสร้างแรงกระตุ้นเม็ดเงินในพื้นที่ EEC หวังปลุกชีพจรเศรษฐกิจไทย
เอไอเอสผนึกอมตะ – นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทร่วมกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ลงนามขยายความร่วมมือพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โดยการนำ เทคโนโลยี เอไอเอส 5G ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอลที่สำคัญในปัจจุบัน และโครงข่ายใยแก้วนำแสง ที่พร้อมรองรับการทำโซลูชั่นส์ Smart City ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ทันสมัย เข้าไปยกระดับการบริหารงานและการผลิตเพิ่มเติมในอมตะซิตี้ ชลบุรี เพื่อทำให้เกิด Smart City ในอมตะซิตี้ ให้ได้
“ก่อนหน้านี้ เอไอเอส และอมตะ ได้ร่วมกันเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ จัดตั้งบริษัท อมตะ เน็ทเวอร์ค จำกัด ภายใต้ทุนเงินลงทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทขึ้นมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญและนำนวัตกรรม IoT เข้าไปสนับสนุนการบริหารงาน การผลิต และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่อมตะซิตี้ ชลบุรี และขณะนี้เมื่อเทคโนโลยี 5G มีความพร้อมและได้กลายเป็น The Real New Normal ด้านเทคโนโลยี ทั้งด้านคุณสมบัติด้านความเร็ว ความเสถียร และการรองรับอุปกรณ์จำนวนมาก จึงได้ขยายความร่วมมือไปอีกขั้น เพื่อสร้าง Smart City ที่สมบูรณ์แบบให้เกิดขึ้น”
โดยนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ มีความพร้อมที่จะรองรับเติบโตทางเศรษฐกิจ การผลิต และการลงทุน ตามแผนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) ภายใต้นโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 และปัจจุบันเอไอเอส ถือว่าผู้นำเครือข่าย 5G ระดับภูมิภาค และเป็นรายแรกรายเดียวในอาเซียนที่มีเครือข่าย 5G ครอบคลุมเต็มพื้นที่ 100% ของนิคมอุตสาหกรรมในอีอีซี ซึ่งเทคโนโลยี 5G ที่นำเข้าไปในอมตะซิตี้ จะมีทั้ง 5G Stand Alone (5G SA) และ 5G Network Slicing รวมถึงโครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และ ICT Infrastructure เพื่อเข้าไปยกระดับการทำงาน เสริมความสามารถด้านการผลิตให้กับ 1,200 โรงงานในอมตะซิตี้ ชลบุรี
อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าด้วยความแข็งแกร่งของทั้งเอไอเอสและอมตะ ในการนำ 5G มาพัฒนา Smart City และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศไทย จะช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางการผลิตและแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี และผลักดันให้พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม 4.0 หลักของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน โดยเอไอเอสมองว่า 5G จะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมไทยภายในปี 2564 จากเดิมเคยคาดการณ์ไว้ภายในปี 2565 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ และ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า ทางอมตะ ต้องการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ อมตะ สมาร์ท ซิตี้ จึงได้ลงนามขยายความร่วมมือในครั้งนี้ในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ที่มี 1,200 โรงงาน และคนทำงานอยู่กว่า 2 แสนคน โดยคุณสมบัติของ 5G ด้านความเร็ว ความเสถียร และการรองรับอุปกรณ์จำนวนมาก จะเพิ่มความสามารถการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จำนวนมาก และยังช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งขยายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอีอีซี
“พื้นที่อีซีซี ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการค้า-การลงทุนของภูมิภาคอาเซียนเข้ากับตลาดโลก อมตะจึงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาอมตะซิตี้ ชลบุรี ไปสู่มาตรฐานสากล และก้าวเป็นสมาร์ต ซิตี้ อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งเป็นต้นแบบให้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกให้สนใจมาสร้างฐานการผลิตในพื้นที่อีอีซี เราจึงได้ขยายความร่วมมือกับเอไอเอส นำ 5G และนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และความสามารถในการแข่งขันให้โรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพื่อจะก้าวทันประเทศชั้นนำอย่าง จีน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ที่ได้นำ 5G มาเพิ่มมูลค่าไปแล้ว”
ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดของอมตะ ทั้งไทยและเวียดนาม มีโรงงานอยู่ 1,400 แห่ง มีคนทำงานอยู่กว่า 3 แสนคน รวมมูลค่าการผลิต 2 ล้านล้านบาท โดย 85% เป็นบริษัทระดับโลก ซึ่งทั้งหมดต้องการเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเข้ามาเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกันนี้ในระยะยาวอมตะวางเป้าจะมี 3,000 โรงงาน มีคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมของอมตะ 1 ล้านคน จะมีเม็ดเงินลงทุนมากกว่าปัจจุบันอีกมหาศาล ซึ่งการนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญเข้ามาใช้จะทำให้ดึงดูดบริษัทรายใหญ่ระดับโลกได้มากขึ้น