คลายล็อกโควิด-19 เม็ดเงินเยียวยาถึงมือประชาชนดันดัชนีความเชื่อมั่นดี 4 เดือนติด คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้จะมีโอกาสจะหดตัวน้อยลงที่ราว -7.5% จากก่อนหน้าที่คาดไว้ -8 ถึง -10%

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น – นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือนส.ค. 2563 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนทั่วประเทศ 2,242 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 4 โดยปรับจากระดับ 50.1 เป็น 51.0 เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ที่ระดับ 43.6 โดยปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 42.6 ในเดือนที่ผ่านมา โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี 3.5% ปานกลาง 36.7% และแย่ 59.8%

ขณะที่เดือนก.ค. กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี 3.2% ปานกลาง 36.1% และแย่ 60.7% แต่การที่ดัชนียังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 อย่างมาก แสดงว่าผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่อาจถดถอยเนื่องจากการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้วในไตรมาส 2 และจะค่อยๆ ดีขึ้นหากไม่มีการระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เห็นได้จากดัชนีต่างๆ ปรับตัวดีขึ้น ต่อเนื่องเช่น ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปัจจุบันที่โดยปรับดีขึ้นจากระดับ 29.9 ในเดือนก่อนสู่ระดับ 30.8 ส่วนดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต หรือ 6 เดือนข้างหน้า โดยปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 55.3 มาอยู่ที่ระดับ 56.5 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 48.4. สู่ระดับ 49.1 ส่วนดัชนีดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสหางานในปัจจุบัน ปรับตัวดีขึ้นจาก 38.2 สู่ระดับ 39.0 ส่วน ดัชนีดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสหางานในอนาคตปรับตัวดีขึ้น จาก 58.6 เป็น 59.3

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกต่อ นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยบวก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น เช่น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.50% ต่อปี และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นหลังผ่อนคลายการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 5 ทำให้คนออกมาทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่รัฐบาลดำเนินมาตรการดูแลเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 และราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศมีการปรับตัวลดลง จาก 22.59 บาท/ลิตร มาอยู่ที่ระดับ 22.29 บาทต่อลิตร

ส่วนปัจจัยลบ ก็ยังมีหลายปัจจัย เช่น การระบาดของโควิด-19 สถานการณ์ทางด้านทางการเมือง และการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน ราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้รายได้เกษตรกรกรยังทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดขยายตัวไม่มากนัก ผู้บริโภคห่วงเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง และรู้สึกว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2563 หดตัวเพิ่มขึ้นเป็น -7.3% ถึง -7.8% จากเดิม -5% ถึง -6%, รัฐบาลขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, และเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

“ในภาพรวมผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยจากวิกฤตโควิด-19 ทั่วโลก อาจส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงคาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 4 ของปีนี้ จนกว่าสถานการณ์โควิดจะคลายตัวลง พร้อมกับรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และแม้จะยังมีประเด็นการชุมนุมทางการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถหาทางออกได้ผ่านกลไกของรัฐสภา รวมถึงหากปัจจัยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง และสถานการณ์โควิด-19 โลก มีการระบาดหนักที่จะทำให้หลายประเทศกลับมาล็อกดาวน์รอบ 2 ซึ่งทั้งหมด ยังไม่เห็นน้ำหนักที่จะเกิดขึ้น”นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่กระตุ้นการบริโภคด้วยการให้เงิน 3,000 บาทแก่ประชาชน 15 ล้านคน โดยใช้งบประมาณ 45,000 ล้านบาท ว่า ซึ่งแม้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนในขณะนี้ แต่หากประเมินเบื้องต้น มาตรการดังกล่าวนี้จะทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นได้ถึง 90,000 ล้านบาท และหมุนเวียนในระบบได้ 2 รอบ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นได้ 1-1.5% โดยเงินจะหมุนเวียนไปในผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงล่าง อย่างน้อย 2 รอบ รวมเป็นเกือบ 2 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะมีโอกาสจะหดตัวน้อยลงที่ราว -7.5% จากก่อนหน้าที่คาดไว้ -8 ถึง -10% ซึ่งต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังจะออกมาว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร และเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะกลับมาไม่ติดลบหรืออยู่ในระดับ 0% ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ส่วนไตรมาส 2/2564 เศรษฐกิจน่าจะบวกได้เล็กน้อยจากฐานที่ต่ำในปีนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน