พาณิชย์เผยราคาอาหารสดพุ่งกระฉูด-แต่น้ำมันลดฉุดเงินเฟ้อเดือนก.ย. ติดลบ 0.70% – เฉลี่ย 9 เดือนติดลบ 0.99%
ราคาอาหารสดพุ่งกระฉูด – น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรือ เงินเฟ้อเดือนก.ย. ติดลบ 0.70% โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากสินค้ากลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลงตามราคาในตลาดโลก และการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้า (เอฟที) ในรอบเดือนก.ย.-ธ.ค. 2563 ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดยังคงปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเนื้อสัตว์ และผักสดปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เมื่อหักอาหารสดและพลังงงานออกแล้ว เงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 0.25% ส่วนภาพรวมเงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือน คือตั้งเดือนม.ค.-ก.ย. ปี 2563 ลดลง 0.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562
“เฟ้อลดลงมาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ลดลงมาก โดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แม้ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถดึงให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะราคาเนื้อสัตว์ อย่าง เนื้อหมู และผักสดสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ”
สำหรับรายละเอียดที่ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.70% มาจากสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.94% จาการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ 15.77% หมวดเคหสถาน 0.19% หมวดบันเทิง การอ่าน การศึกษา 0.21% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ลดลง 0.02% ขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 1.42% จากการเพิ่มขึ้นของเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ 3.38% ผักสด 11.21% เช่น ผักชี มะเขือเทศ กะหล่ำปลี เครื่องประกอบอาหาร 2.25% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.71% อาหารบริโภคในบ้าน 0.51% อาหารบริโภคนอกบ้าน 0.67% ส่วนข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ลดลง 094% ไข่และผลิตภัณฑ์นม ลดลง 0.28% ผลไม้ลดลง 1.80%
น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงแต่ก็ยังถือว่ามีเสถียรภาพ สะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะทรงตัวและสอดคล้องกับเครื่องชี้วัดด้านอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งมีทิศทางดีขึ้น ทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น รวมถึงรายได้เกษตรกรที่เร่งขึ้น ตามราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ทั้งปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังและยางพารา จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นตามการใช้จ่ายในประเทศ นอกจากนี้ ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ รถยนต์เชิงพาณิชย์ ปริมาณการจำหน่าปูนซีเมนต์ ก็ปรับตัวดีขึ้น
น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 4 ว่า คาดว่าจะยังคงติดลบต่อเนื่อง โดยติดลบที่ 0.34% จากความกังวลการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ทำให้ความต้องการพลังของโลกลดลงส่งผลต่อราคาพลังงานทำให้ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราติดลบจะน้อยกว่าไตรมาส 2 และ 3 เพราะคาดว่า ความต้องการอุปโภคบริโภคในประเทศที่แนวโน้มสูงขึ้น จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว มาตรการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน รวมถึงราคาอาหารสดบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์ และผักสดยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามปริมาณผลผลิต และความต้องการของตลาด
โดยสนค. ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2563 ไว้ที่ติดลบ 1.5% ถึงติดลบ 0.7% ค่ากลางอยู่ที่ติดลบ 1.1% ภายใต้สมมติฐานที่จีดีพีติดลบ 8.6% ถึงติดลบ 7.6% ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 35-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 30.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์