ททท. เข้มเกณฑ์รับต่างชาติเข้าไทยพักได้ 9 เดือน เล็งปลดล็อก เราเที่ยวด้วยกัน เปิดทางวัยเก๋าเที่ยวเพิ่ม
ททท. เข้มเกณฑ์รับต่างชาติ – นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ต่างชาติที่จะเข้าไทยต้องกักตัว 14 วัน ในโรงแรมที่เข้าร่วมเป็นสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือกในกรุงเทพ (เอเอสคิว) และในต่างจังหวัด (เอแอลเอสคิว) ตามแนวคิดการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบจำกัด ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ 1. นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามา ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มข้น 2. ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับคนไทยที่เดินทางกลับเข้าประเทศ และ 3. ต้องได้รับความยินยอมจากคนในชุมชน
ขณะนี้มีโรงแรมที่เป็นเอเอสคิว และเอแอลเอสคิว อยู่ในหลายจังหวัดรวมประมาณ 80 แห่ง อาทิ กรุงเทพฯ บุรีรัมย์ ภูเก็ต ปราจีนบุรี และชลบุรี ซึ่งได้เตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามานำร่องกลุ่มแรกภายในเดือนต.ค. นี้แน่นอน ซึ่งจำนวนเบื้องต้นคาดว่าจะเข้ามาประมาณ 200-300 คน ไม่เกิน 1,200 คนต่อเดือน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผล กระทบการระบาดโควิด-19 (ศบศ.) ได้กำหนดไว้
การเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบจำกัด เป็นการทดลองเปิดประเทศภายใต้วีซ่าพิเศษ หรือสเปเชียลทัวร์ริสวีซ่า (เอสทีวี) โดยนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ในไทยได้นานถึง 3 เดือน และสามารถต่อวีซ่าได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3 เดือน หรือ 270 วัน ซึ่งก่อนเดินทางเข้ามา จะต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนการเดินทาง และต้องทำประกันสุขภาพประกันโควิด-19 ตามข้อกำหนดของรัฐบาลไทย
รวมไปถึงการแจ้งข้อมูลกับบริษัทผู้ประสานงานก่อนการเดินทาง อาทิ โปรแกรมการเดินทางและกำหนดการที่จะอยู่ในไทย รวมถึงเข้ามาแล้วต้องตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้ง ทำการกักตัว 14 วัน และต้องลงนามในหนังสือยินยอมยืนยันการปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐบาลไทยกำหนด ซึ่งหากการเปิดรับต่างชาติในช่วงทดลองเป็นไปด้วยดี จะพิจารณาขยายเข้าสู่ระยะที่ 2 และเข้าสู่การเปิดประเทศอย่างจำกัดต่อไป
หวังว่าในปี 2564 จะสามารถเปิดรับต่างชาติได้ในจำนวนที่มากขึ้น ภายใต้การควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขได้อย่างดี โดยขอให้มั่นใจว่า ททท. ไม่ได้เร่งรีบในการเปิดรับต่างชาติ เพราะจะเน้นไปที่ประเทศความเสี่ยงต่ำ ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ต่อเนื่อง 28 วัน ซึ่งจะไม่ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในการกลับมาติดเชื้อโควิด-19 ระลอก 2 ในประเทศอย่างแน่นอน
สำหรับโครงการเวิร์คเคชั่น ไทยแลนด์ ทำงานเที่ยวได้ รวมใจช่วยชาติ ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านกลุ่มคนที่ยังมีกำลังซื้อ ออกเดินทางท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมในประเทศ เพื่อให้ธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว ยอมรับว่าหลายพื้นที่บรรยากาศการท่องเที่ยวยังไม่ปกติ ททท. ต้องยกระดับคุณภาพสินค้าและการบริการเบื้องต้นมีบริษัทเข้าร่วมโครงการผ่านการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวในประเทศแล้วกว่า 84 ราย แบ่งเป็นทั้งหน่วยงาน องค์กร และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย
ขณะนี้ได้เชิญชวนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ องค์กร และหน่วยงาน เดินทางท่องเที่ยวผ่านเส้นทางการท่องเที่ยว 5 ประเภท ได้แก่ ทำงานแบบสุขกาย สุขใจ ได้ตอบแทนสังคมรักษาสิ่งแวดล้อม, ท่องเที่ยวไปกับความสนใจพิเศษที่เลือกได้เอง ควบคู่กับการทำงาน, สร้างทีมเวิร์กด้วย กิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน, พบปะหารือแบบพิเศษ และเสนอส่วนลดพิเศษ รวมทั้งแพ็กเกจทัวร์อีกจำนวนมาก เชื่อว่าโครงการนี้ จะเกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 80-100 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 400,000-500,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ หน่วยงานที่รวมใจช่วยสร้างชาติ ช่วยเหลือผู้ประกอบการจากวิกฤตโควิด-19 จะได้รับของรางวัล ใบรับรอง และโล่ประกาศเกียรติคุณจากนายกรัฐมนตรี ผ่านการสะสมคะแนนการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ รวมทั้งยังมีรางวัลสำหรับผู้ใช้จ่ายมากที่สุด และการมอบของสมนาคุณต่างๆ ให้แก่องค์กรและนิติบุคคลที่ร่วมซื้อแพ็กเกจในโครงการอีกด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ workationthailand.com
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า การปรับเงื่อนไขโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ขณะนี้ได้หารือร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการหารือถึงการปรับเงื่อนไขของ เราเที่ยวด้วยกัน เพื่อให้มีความน่าสนใจและกระตุ้นการท่องเที่ยวได้มากขึ้น แม้ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนห้องพักจะถูกผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเที่ยวประมาณ 10,000 ห้องพักต่อวัน แต่จำนวนห้องพักก็ยังเหลือสิทธิค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้องกลับมาประเมินกำลังซื้อ และวิธีการดำเนินการ อาทิ ขั้นตอนการลงทะเบียนอาจเข้าถึงคนบางกลุ่มได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย จึงต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ให้ง่ายมากขึ้น อาทิ การปลดล็อกภูมิลำเนา ให้เที่ยวในจังหวัดที่อยู่อาศัยได้ การจองล่วงหน้าได้เร็วขึ้นภายใน 1 วัน จากเดิม 3 วัน แต่ต้องหารือในเรื่องระบบเพิ่มเติมต่อไป