‘อาคม’ ทำงานวันแรก ขอเวลาเศรษฐกิจฟื้น 1-2 ปี สั่งติดสปีดกู้เงิน หลังคนบ่นโครงการฟื้นฟูโควิด-19 ล่าช้า

12 ต.ค. 2563 - 15:54 น.

‘อาคม’ เข้ากระทรวงวันแรก ไม่หวั่นการเมืองแทรก ขอเวลาเศรษฐกิจฟื้น 1-2 ปี สั่งติดสปีดกู้เงิน หลังคนบ่นโครงการฟื้นฟูโควิด-19 ล่าช้า

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

‘อาคม’ ทำงานวันแรก – เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 07.00 น. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เข้ากระทรวงการคลังวันแรก โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่า กังวลเรื่องการเมืองแทรกแซงหรือไม่ เหมือนกรณี นายปรีดี ดาวฉาย อดีตรมว.คลัง หรือไม่ นายอาคม กล่าวว่า ผมทำงานครับ เรายึดงานเป็นหลัก เมื่อถามว่าทำงานกับใครก็ได้ใช่หรือไม่ ตอบว่า ยึดงานเป็นหลักครับ เมื่อสอบถามว่า จะทำงานได้นานกว่า 27 วันหรือไม่ นายอาคม ยิ้มหัวเราะให้กับผู้สื่อข่าว

นายอาคม กล่าวว่า กระทรวงการคลังเป็นกลไกหนึ่งในเรื่องการดูแลเศรษฐกิจภาพรวม ในฐานะที่ดูแลเศรษฐกิจด้วยก็ดูในเรื่องภาพรวมด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าปี 2564 ที่สถาบันต่างๆ ที่คาดการณ์เศรษฐกิจยังคาดว่าปีหน้าผลกระทบของโควิดยังมีต่อเนื่องอาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัว 1-2 ปี ดังนั้นเราต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจของเดินได้ คลังก็ต้องร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากประเมินว่าผลกระทบจะยาวถึง 1-2 ปี พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่ นายอาคม กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับภาพรวมเศรษฐกิจของไทยว่าจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน โดยหากกำลังซื้อภายในประเทศ และกำลังซื้อจากต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว แต่รวมถึงการส่งออกด้วย จะทำให้ภาระในเรื่องของเงินกู้ลดน้อยลงไป

นอกจากนี้ งานเร่งด่วน ในฐานะ รมว.คลัง จะมีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบในส่วนเงินกู้ อาจจะได้รับเสียงบ่นกันว่าออกมาช้า ตรงนี้ต้องดูว่าจะแก้ไขอย่างไร

นายอาคม กล่าวว่า เรื่องการเตรียมมาตรการเปิดเศรษฐกิจประเทศ (Re-Opening Economy) ต้องเตรียมการว่าจะแบ่งระยะอย่างไร เช่นเรื่องของการท่องเที่ยว มีการศึกษาไว้แล้ว เพียงแต่ระยะเวลาอาจจะไม่เหมาะสมก็ต้องมาดูเรื่องของวิธีการที่จะกระตุ้นส่วนนี้อย่างไร เพราะการเปิดประเทศ คือ รับการเดินทางของต่างประเทศ ก็คือการมาของนักท่องเที่ยวและรวมถึงเรื่องการประชุมสัมมนาต่างๆ ดังนั้นตรงนี้ต้องสร้างความมั่นใจว่าในประเทศปลอดภัย


สำหรับงานสำคัญเร่งด่วน ในฐานะ รมว.คลัง จะต้องเป็นไปตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมี ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) คอยกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งก็มี 4 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 1. เรื่องระยะเร่งด่วน ซึ่งเศรษฐกิจไตรมาส 1-2/2563 ขยายตัวติดลบ เป็นกันทั่วโลก ดังนั้นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ เกิดปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องใหญ่ เพราะของภาคเอกชน และภาคประชาชน คิดเป็น 70% ของจีดีพี อีก 20% เป็นส่วนของรัฐ รัฐบาลก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลด้วย

เรื่องที่ 2. ผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งต่อเนื่องมาจากในช่วงที่คุมเข้มเรื่องโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการบริโภคยังต่ำอยู่ ดังนั้นต้องมีมาตรการออกมาช่วย ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่เรื่องการจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน เพราะฉะนั้นเรื่องกำลังซื้อ ซึ่งเราต้องอาศัยกำลังซื้อภายในประเทศ อย่าลืมว่าในเรื่องการบริโภคของเราคิดเป็น 50% ของจีดีพี เพราะเศรษฐกิจขณะนี้ต้องพึ่งพาเรื่องภายในประเทศเป็นหลัก

เรื่องที่ 3. ผลกระทบภาคการท่องเที่ยว ต้องดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องของการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในมาตรการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในบางส่วนนั้นมาตรการที่เข้าไปเสริมสภาพคล่องและเข้าไปแก้ปัญหาให้กับกลุ่มต่างๆ อาจจะยังไม่ค่อยออกมาดีเท่าไหร่ ก็ต้องเข้าไปช่วย ศบศ. และได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ว่าในเรื่องการขับเคลื่อนหรือการเร่งรัดแก้ไขข้อติดขัดตรงนี้ จะต้องรีบดำเนินการ

และเรื่องที่ 4. ภาครัฐประมาณที่คิดเป็น 20% ของจีดีพี การใช้จ่ายภาครัฐต้องต่อเนื่อง ก็จะดูเรื่องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และเรื่องล้างท่อ เงินค้างต่างๆ เพื่อให้กระแสเม็ดเงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งดูแลกระแสเงินสดภาครัฐ เพื่อให้มีเพียงพอ ซึ่งขณะนี้มีเพียงพออยู่แล้ว แต่ดูแลให้ทั่วถึง ขณะที่การเบิกจ่ายเม็ดเงินต่างๆ ให้สู่ประชาชน ส่วนมาตรการของรัฐให้เร่งรัด นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเข้ามาช่วย

“จริงๆ แล้วมาตรการที่ ศบศ. ได้ดูแลครบเกือบทั้งหมด เพียงแต่ว่าในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ท่องเที่ยว ที่วันนี้จะทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว แต่ยังต้องชะลอไปก่อน ดังนั้นซับพลายเชนภาคท่องเที่ยวเริ่มมาตั้งแต่ระดับล่าง ชาวบ้านที่เป็นซับพลายเออร์ให้กับโรงแรมต่างๆ กิจการโรงแรม กิจการภัตตาคารและแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหมด”

รวมถึงสายการบินที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งล่าสุด ศบศ. มีการประชุมไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการดูเรื่องนี้และมอบหมายให้ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดูว่าจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร เรื่องซอฟท์โลนก็เป็นเรื่องที่เขาขอเข้ามา โดย ศบศ. ได้มอบให้สภาพัฒน์ และธปท. เข้ามาดู ให้แยกแยะเรื่องหนี้ว่าเป็นหนี้ที่มาจากผลประกอบการ หรือว่ามาจากเรื่องโควิดให้ชัดเจน มีการคุยกันในระดับหน่วยงาน มาตรการเหล่านี้เป็นซอฟต์โลน และวงเงินที่ให้ไว้ ซึ่ง ธปท. เป็นผู้ดูแล ก็จะเข้าไปช่วยประสาน

สำหรับเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า เป็นปัญหาโลกแตก วนกลับมา ทุกอย่างต้องติดตามสถานการณ์ โดยทาง ธปท. ดูแลอยู่ เป็นหน้าที่ของ ธปท. ส่วนมาตรการพักหนี้ที่จะหมด 22 ต.ค. มีการหารือกันอยู่ โดย ศบศ. มอบหมายให้ ธปท. และสศช.ดูแล ต้องรอดูผล เพราะเรื่องนี้ สศช.เป็นประธาน

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ‘อาคม’ ทำงานวันแรก ขอเวลาเศรษฐกิจฟื้น 1-2 ปี สั่งติดสปีดกู้เงิน หลังคนบ่นโครงการฟื้นฟูโควิด-19 ล่าช้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง