นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจจีน ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำการสำรวจทิศทางการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยภายหลังโควิด-19 โดยจัดทำแบบสอบถามและสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจีนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั้งที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนและในประเทศไทยที่สนใจลงทุนในไทยที่ติดต่อกับธนาคารเป็นประจำ จำนวนกว่า 300 ราย ซึ่งธนาคารได้คัดเหลือ 170 ราย ที่สนใจลงทุนธุรกิจโดยตรงในไทยเพื่อนำมาวิเคราะห์ ขณะที่บางส่วนที่คัดออกไปคือกลุ่มที่สนใจจะมาซื้อบ้านในประเทศไทย รวมถึงสนใจที่จะส่งลูกหลานมาเรียนในประเทศไทย
อย่างไรก็ดี ในส่วนของนักลงทุนจีน 170 ราย ที่มีความสนใจจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทยภายในระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า ที่น่าสนใจคือ 60% ไม่เคยลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศไทยมาก่อน โดยเหตุผลที่สนใจลงทุนไทยเนื่องจากมองไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะเข้ามาขยายตลาดได้ อีกทั้งยังสามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียนได้ด้วย ซึ่งแตกต่างจากมุมมองนักลงทุนจีนในอดีตที่มองว่าประเทศไทยเป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 66% ยังได้วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย
การศึกษาครั้งนี้ยังพบด้วยว่าโครงสร้างการลงทุนของนักลงทุนจีนในไทยมีทิศทางเปลี่ยนไป จากเดิมเน้นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง มาสู่การลงทุนขนาดเล็กลงหรือมีขนาดการลงทุนต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อโครงการในระยะ 1-2 ปีจากนี้ ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างและขนาดของการลงทุนในอดีตที่เป็นการลงทุนที่มักจะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นเพราะบริษัทจีนในกลุ่มเอสเอ็มอีต้องการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้า อีกทั้งต่อยอดห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชน ของสายการผลิตให้กับอุตสาหกรรมหลัก ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นกว่าปัจจุบันอีกมาก ที่สำคัญมีการกระจายตัวในหลายๆ อุตสาหกรรมขนาดย่อมเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเนื่องจากการเข้ามาของนักลงทุนจีนในรอบนี้เพื่อพัฒนาช่องทางการทำตลาดในไทย ดังนั้นอาจจะต้องการเข้าใจตลาดไทยมากขึ้น ทำให้เกิดในลักษณะพันธมิตรร่วมทุนและพันธมิตรทางการค้ากับกลุ่มทุนไทยเพิ่มมากขึ้น
ทำให้เป็นโอกาสของนักธุรกิจไทยตลอดจนโอกาสของธุรกิจด้านบริการให้กับนักธุรกิจจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีจีน ซึ่งมีขนาดธุรกิจค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเอสเอ็มอี โดยหลายรายยังไม่เคยเข้ามาลงทุนในไทย ทำให้เป็นโอกาสของธุรกิจไทย
ส่วนความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ อาจทำให้การแข่งขันของสินค้าไทยรุนแรงขึ้น เนื่องจากจีนมีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน และเทคโนโลยี ตลอดจนจีนมีวิธีการทำธุรกิจเชิงรุกมากกว่าเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ดูได้จากระยะ 5 ปีที่ผ่านมามีสินค้าแบรนด์จีนที่ขึ้นมามีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมาก ซึ่งนักธุรกิจต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ ดังนั้นอยากให้นักธุรกิจไทยตื่นตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแสเงินทุนจากจีนที่จะเข้ามาอย่างมากในไทย
“จากผลสำรวจความคิดเห็นนักธุรกิจจีนต่อการลงทุนในไทยดังกล่าวทำให้เชื่อว่าหลังการระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลงและการเดินทางระหว่างประเทศเริ่มกลับมาเป็นปกติ จะมีเม็ดเงินลงทุนจากจีนเข้ามาในไทยทะลักเข้ามาเกินความคาดหมายอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ส่วนหนึ่งมาจากยอดสะสมของนักธุรกิจจีนที่เตรียมเข้ามาลงทุนไทยและอั้นมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับปัจจัยสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ตลอดจนการจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชาติตะวันตกที่ยังไม่ดีพอ ทำให้เม็ดเงินลงทุนของจีนมาที่อาเซียนและรวมถึงไทยเพิ่มมากขึ้น”
นายมานพ กล่าวและว่า เม็ดเงินการลงทุนต่างประเทศของนักธุรกิจจีนในปี 2563 อยู่ที่ 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 11% ลงทุนอาเซียน ขณะที่มาลงทุนในไทยเพียง 1% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากในอดีต และเมื่อดูจากยอดสะสมนับตั้งแต่นักลงทุนจีนออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยพบว่าไทยมีสัดส่วนเพียง 0.3% เทียบกับยอดลงทุนสะสมในอาเซียน 5% และเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนสะสมในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี คิดเป็น 3-4% ซึ่งก็ยังสูงกว่าในไทย ดังนั้นโอกาสที่นักลงทุนจีนจะเข้ามาลงทุนในไทยยังมีแนวโน้มสูงมาก