เดือนก.ย.ส่งออกไทยพุ่ง 17.1% สินค้าเกษตรยืนหนึ่งโตต่อเนื่อง ยางพารา-มันสำปะหลัง-ผลไม้ ชูโรง
ก.ย.ส่งออกไทยพุ่ง 17.1% – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกของไทยเดือนก.ย. 2564 ว่า ขยายตัว 17.1% มูลค่ารวม 760,556 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าในเดือนก.ย. รวมทั้งสิ้น 10,289 ล้านบาท ตัวเลขรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออก +15.5% ทำรายได้เข้าประเทศรวม 6.2 ล้านล้านบาท สินค้าสำคัญ 3 หมวดประกอบ 1. สินค้าเกษตร 2. สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรและ 3. หมวดอุตสาหกรรม
โดย 1. หมวดสินค้าเกษตรในภาพรวมเป็น +12.9% ทำรายได้เข้าประเทศรวม 64,831 ล้านบาท และ 9 เดือนแรกขยาย +24.7% ทำเงินเข้าประเทศ 611,907 ล้านบาท สินค้าเกษตรสำคัญมี 5 ตัว 1) ยางพารา ยอดส่งออกเดือนก.ย. +83.6% ทำเงินเข้าประเทศ 15,138 ล้านบาท เป็นบวก 12 เดือนต่อเนื่อง และบวกในทุกตลาด เช่น จีน มาเลเซีย สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น

2) ลำไยสด เดือนก.ย. +73.8% เป็นบวกทุกตลาด 4 เดือนต่อเนื่อง ทั้งตลาดจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฮ่องกง เป็นต้น 3) มะม่วงสด +55.9% บวกทั้งในตลาดเกาหลี มาเลเซีย ญี่ปุ่นและเมียนมา 4) มันสำปะหลัง +44.4% ทำมูลค่าเข้าประเทศ 10,432 ล้านบาท บวกในหลายตลาดเช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซียและเกาหลี จากเดิมที่อาศัยเพียงตลาดจีน
2. หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เดือนก.ย. +11.3% ยอดส่งออก 56,589 ล้านบาท 1) ผลไม้กระป๋องและผลไม้แปรรูปเดือนกันยายน +29.3% โดยเฉพาะสับปะรดกระป๋อง +118.3% ผลไม้รวมกระป๋อง +100.6% และมะม่วงกระป๋อง +60.7% และ 2) อาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นพระเอกมาโดยตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เดือนก.ย. +23.6% เป็นบวก 25 เดือนต่อเนื่อง ทั้งในตลาดสหรัฐ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อิตาลี ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
3. หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ภาพรวมเดือนก.ย. +15.8% ทำเงินเข้าประเทศ 608,317 ล้านบาท สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ 1). สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน +61% ทำเงินเข้าประเทศ 91,585 ล้านบาท 2) เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก +38.8% ทำเงินเข้าประเทศ 20,302 ล้านบาท 3) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ +32.8% ทำเงินเข้าประเทศ 26,507 ล้านบาท 4) รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ +4.9% ยอดส่งออก 73,911 ล้านบาท ถือว่าเป็นบวก 11 เดือนต่อเนื่อง โดย 9 เดือนของปีนี้ +42.3% ทำเงินเข้าประเทศ 661,459 ล้านบาท

ในภาคตลาด มีตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเป้าหมายที่ กรอ. พาณิชย์ได้ประชุมร่วมกันและมีความเห็นว่านอกจากรักษาตลาดเดิมแล้วยังต้องเพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่าที่เสียไปให้กลับคืนมา ตลาดใหม่ประสบความสำเร็จมาก เช่น 1) ตลาดเอเชียใต้ +69% 2) ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS +42.5% 3) ตลาดแอฟริกา +30.2% 4) ตลาดตะวันออกกลาง +17.4% 5) ตลาดลาตินอเมริกา +10.1% เป็นต้น ซึ่งเป็นตลาดใหม่ทั้งสิ้น
ส่วนปัจจัยลบที่ยังต้องเผชิญคือ ปัญหาโควิด-19 และปัญหาภาคการผลิตในช่วงที่ล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้วางแผนส่งเสริมการส่งออกไว้เป็นรูปธรรม ถึง 130 กิจกรรมในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564
รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น WTO คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าขนาด GDP จะเป็น +8% แต่ประเมินใหม่ว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10.8% จะเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นว่ามีส่วนให้การส่งออกของไทยดีขึ้นไปด้วย
ขณะที่ค่าเงินบาทที่ยังอ่อนและมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า จะช่วยทำให้สินค้าของเราสามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ และราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น จะมี 2 มุม มุมลบ คือ ทำให้ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น
แต่ก็ทำให้สินค้าส่งออกของเราที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วย มีส่วนเสริมทำให้ตัวเลขส่งออกมากขึ้น และศักยภาพภาคเอกชนของไทยเข้มแข็ง ทำให้ภาคการผลิตด้านอุตสาหกรรมฟื้นตัวเร็ว แม้จะเจอกับภาวะการล็อกดาวน์และโควิด ซึ่งดูได้จากตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนเครื่องจักรต่างๆ ในช่วงเดือนก.ย. ที่ผ่านมา เป็นบวกถึง 33% มีส่วนทำให้ผลิตสินค้าส่งออกไปได้โดยต่อเนื่องไม่สะดุดมีส่วนทำให้ตัวเลขการส่งออกเดือนก.ย. เป็นบวกถึง 17.1%