หายวับ 5 หมื่นล้าน! โพลปีใหม่ชี้ ‘โอมิครอน’ ฉุดการใช้จ่าย เงินสะพัดเหลือ 8.57 หมื่นล้าน ต่ำสุดในรอบ 12 ปี ปี’65 จี้รัฐบาลดูแลค่าครองชีพให้เหมาะสม
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.64 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงผลสำรวจทัศนะและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงปีใหม่และความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,244 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14-23 ธ.ค. 2564 พบว่า การใช้จ่ายเทศกาลปีใหม่อยู่ที่ 8.57 หมื่นล้านบาท ติดลบ 6.2% ซึ่งเป็นมูลค่าต่ำสุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 ที่มีมูลค่าการใช้จ่ายเทศกาลปีใหม่มูลค่า 8.90 หมื่นล้านบาท

ส่วนอัตราขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการใช้จ่ายเทศกาลปีใหม่ปี 2564 ที่ติดลบ 33.6% และคาดว่าในช่วงเทศกาลนี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ 3-5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่คาดการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่อยู่ที่ 1.2-1.4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ การใช้จ่ายเทศกาลปีใหม่ปี 2565 อยู่ที่ 8.57 หมื่นล้านบาท เป็นกรอบที่คำนวณผลกระทบจากการที่กทม. และจังหวัดต่างๆในส่วนภาครัฐยกเบิกการจัดงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่และสวดมนต์ข้ามปี รวมทั้งยกเลิก Test & go 15 วัน ไปแล้ว แต่หากภาคเอกชนยกเลิกจัดกิจกรรมเคานต์ดาวน์จะทำให้เม็ดเงินการใช้จ่ายหายไปอีก 1 หมื่นล้านบาท
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จึงต้องจับตาว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดโอมิครอนได้ภายใน 7 วันหรือไม่ เพราะหากควบคุมได้ อัตราการติดเชื้อจะลดลงมาอยู่ที่ 1 พันคนต่อวัน ภายในไตรมาส 1 สถานการณ์จับจ่ายใช้สอยก็น่าจะดีขึ้น แต่ผลสำรวจในปัจจุบัน พบคนมีความกังวลต่อการแพร่ระบาดสายพันธุ์โอมิครอนมาก เห็นได้จากการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดต่ำสุดรอบ 16 ปี
ส่วนผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่าวางแผนเดินทางท่องเที่ยวออกนอกพื้นที่ 29, 30 ธ.ค.64 เดินทางกลับวันที่ 2 ม.ค.65 โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางมากสุด ซึ่งการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวปี 2565 เดินทางเที่ยวในประเทศใช้จ่าย 5,445 บาท/คน และเดินทางต่างประเทศใช้จ่าย 2.15 หมื่นบาท/คน และมองว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายช่วงปีใหม่มาก
สำหรับสิ่งที่ต้องการได้ของขวัญจากรัฐบาลมากที่สุด คือ บริหารประเทศอย่างโปร่งใส ปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง ส่วนสิ่งที่น่าห่วงปี 2565 คือภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ การเมือง เมื่อถามการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2565 มองว่าโตต่ำกว่า 2.5% และต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าครองชีพ รวมทั้งขยายมาตรการคนละครึ่งมากสุด รองลงมาช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกัน
ส่วนผลสำรวจทัศนะทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในปี 2565 พบว่าปัจจัยที่ประชาชนเป็นห่วงที่สุดคือเศรษฐกิจ รองลงมาคือค่าครองชีพ การเมือง ราคาน้ำมัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้น
นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังให้คะแนนการแก้ปัญหาต่าง ๆของรัฐบาลในรอบปี 2564 คะแนนเต็ม 10 คะแนน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ 7.5 คะแนน การเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ ได้ 7.2 คะแนน แก้ไขปัญหาสังคม ได้ 6.6 คะแนน แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ได้ 5.8 คะแนน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ได้ 5.6 คะแนน และการแก้ไขปัญหาโดยรวม ได้ 7 คะแนน
รวมทั้งมองว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยในปี 2565 เมื่อเทียบกับปี 2564 ส่วนมาก 28.4% ระบุว่าแย่ลงมาก รองลงมาระบุเหมือนเดิม 26.5% แย่ลงเล็กน้อย 25.4% ระบุว่าแย่ลงปานกลาง 13.8% ส่วนที่ระบุว่าดีขึ้นเล็กน้อยมี 5.3% ดีขึ้นปานกลาง 0.4% และดีขึ้นมากมีเพียง 0.1%
ส่วนความกังวลจากการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนนั้นกลุ่มตัวอย่าง 72.7% มีความกังวล 27.3% ระบุไม่กังวล อย่างไรก็ตาม การระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าวไม่มีผลต่อการตัดสินใจไปท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ ถึง 59.6% มีผล 40.4% โดยที่ระบุว่ามีผลกลุ่มตัวอย่างได้ยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ เปลี่ยนไปจังหวัดที่ไม่มีการระบาด เปลี่ยนไปท่องเที่ยวในจังหวัดตนเองหรือจังหวัดใกล้ ๆ
นอกจากนี้ในปี 2565 กลุ่มตัวอย่างยังต้องการให้รัฐบาลดำเนินการในประเด็นต่างๆ คือ 1.ดูแลค่าครองชีพให้เหมาะสม เช่น ปรับเพิ่มค่าแรง ค่าจ้าง ยกเว้นการจัดเก็บภาษี ลดค่าสาธารณูปโภค ควบคุมราคาสินค้าและบริการ 2.การแพร่ระบาดของโควิด19 ด้วยการจัดหาวัคซีนที่ดี เร่งกระจายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ออกมาตรการควบคุมการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนที่เหมาะสม ปิดประเทศ งดรับนักท่องเที่ยวชั่วคราว
3.ปัญหาหนี้ครัวเรือน ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ออกมาตรการพักชำระหนี้ เพิ่มค่าแรง ส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชน 4.การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ รัฐควรลดความยุ่งยากในขั้นตอนการยื่นขอสินเชื่อ จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและ5.เร่งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยการเพิ่มงบประมาณและสนับสนุนการลงทุนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น