เอกชนขอบคุณรัฐบาลไม่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ เปิดทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ – ย้ำต้องดูแลเรื่อง ATK ให้มากขึ้น
เอกชนโล่งอกรัฐไม่ล็อกดาวน์ – นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังศบค.ชุดใหญ่ มีมติยกระดับสกัดการแพร่ระบาดสายพันธุ์โอมิครอน โดยการปรับโซนพื้นที่สีโควิดใหม่ 69 จังหวัดเป็นพื้นที่สีส้ม (พื้นที่ควบคุม) ไม่มีการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ว่า ต้องขอขอบคุณรัฐบาล ที่เข้าใจสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป จึงเห็นชอบให้ยกระดับมาตรการควบคุมโรคเข้มข้นในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม ไม่ได้สั่งให้ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ทำให้เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้
เนื่องจากหากล็อกดาวน์ทั้งประเทศ จะยิ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย รวมทั้งความเชื่อมั่นของประชาชน และผู้ประกอบการ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ในอนาคต จากปัจจุบันทุกอย่างค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น
“ต้องยอมรับว่า แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน จะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าดูจากอาการจะไม่รุนแรงเท่ากับสายพันธุ์เดลต้า และปัจจุบันนี้คนไทยส่วนใหญ่ ได้รับวัคซีนเป็นจำนวนมากแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดสายพันธุ์เดลต้าในปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นตอนนี้อยากให้ทุกภาคส่วนกลับมาเข้มข้นในการป้องกัน เช่น การเร่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กับประชาชน
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็มีความเข้มงวดอยู่แล้ว ให้พนักงานตรวจเอทีเค ก่อนเข้าทำงาน บางส่วนก็ขยายเวลาทำงานที่บ้าน รวมทั้งได้เตรียมพร้อมมาตรการป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ (บับเบิล แอนด์ ซีล) มาใช้ในโรงงาน และสถานประกอบการอย่างเข้มข้นอีกครั้ง”
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยขอบคุณรัฐบาลที่ฟังเสียงผู้ประกอบการ โดยใช้การยกระดับพื้นที่ให้เป็นระดับสีส้ม หรือพื้นที่ควบคุม 69 จังหวัด และไม่ได้เป็นการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม การยกระดับมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจโดยรวมบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ว่าจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ ช่วงเวลาต่อจากนี้ ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หากทุกคนให้ความร่วมมือ ช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด รวมถึงใช้มาตรการ WFH ตามคำแนะนำถึงปลายเดือนม.ค. เชื่อว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อน่าจะมีแนวโน้มที่ลดลงได้ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจต้องพยายามควบคุมและนำมาตรการต่างๆ มาใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ในขณะที่ภาคประชาชนเองก็ต้องดูแลสุขอนามัยของตัวเองให้มากขึ้น
นอกจากนั้น หอการค้าไทยมีการแจ้งให้หอการค้าจังหวัดและสมาคมการค้าช่วยกำกับดูแลผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกด้วย และเสนอว่าภาครัฐต้องเข้ามาดูแลเรื่องราคาและการเข้าถึงของ ATK ให้มากขึ้น ทั้งในด้านราคาและคุณภาพ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจหาเชื้อเบื้องต้น ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และกระตุ้นให้เกิดการใช้อย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องไม่เอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
สำหรับการเลื่อนเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ออกไป นั้น อาจจะกระทบต่อผู้ประกอบการบ้าง เพราะธุรกิจกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากอย่างยาวนาน แต่หากเปิดในช่วงเวลานี้ ก็อาจจะเร่งการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ทั้งนี้ การอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สามารถเปิดเป็นร้านอาหารได้แทน ก็ถือเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบได้ส่วนหนึ่ง
นอกจากนั้น พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (พื้นที่สีฟ้า) 8 จังหวัด ยังอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึง 3 ทุ่ม (จากเดิม 5 ทุ่ม) ก็เป็นแนวทางที่เหมาะสมในช่วงเวลาเช่นนี้ เพราะหากห้ามการดื่มทั้งหมด จะเป็นการทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างมาก
นอกจากนั้น เปิดรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 3 จังหวัด/พื้นที่ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) พังงา และกระบี่ (ทั้งจังหวัด) ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.นั้น จะเป็นตัวเสริมให้การท่องเที่ยวค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น และนักเดินทางมีตัวเลือกเพิ่มจาก จ.ภูเก็ต แต่ก็ต้องมีมาตรการควบคุมที่ดีควบคู่กันไปด้วย
สำหรับประเด็นที่ยังมีการระงับการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบ Test&Go นั้น หอการค้าไทยคิดว่า การระงับไปนั้น จะกระทบต่อชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สายการบิน ผู้เดินทาง ผู้ประกอบการ แรงงานที่ได้รับการจ้างงานอาจถูกเลิกจ้าง
ดังนั้น ภาครัฐอาจจะใช้วิธีการปรับมาตรการเพิ่ม เช่น ยกระดับการตรวจเพิ่มเติมก่อนเดินทางเข้าประเทศ 2 ครั้ง (ตรวจล่วงหน้า 6 วัน และ 3 วัน ก่อนเดินทาง) เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ แล้วค่อยมาเข้าระบบ Test&Go ที่ประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งมาตรการนี้บางประเทศก็ได้มีการนำมาปรับใช้แล้ว