ททท. ปลื้ม อีลิทการ์ด มีกำไร รอบ19 ปี สั่งอัพเกรดบริการ ดึงกลุ่มเศรษฐีเงินดิจิทัล-คาดบัตรเฟล็กซิเบิลพลัสดูดเงินลงทุนเข้าไทย 1.5 หมื่นล้าน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด(อีลิทการ์ด) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2564 อีลิทการ์ด มีกำไร 238 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2546 และเงินกำไรของอีลิทการ์ดจะโอนให้ ททท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 134 ล้านบาท และเก็บเป็นทุนสำรอง 10% จองทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท หรือสำรองประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนปี 2565 ททท.ตั้งเป้ารายได้อีลิทการ์ดใกล้เคียงปีก่อนหน้าหรือประมาณไม่เกิน 200 ล้านบาท โดยต้องยอมรับว่า กำไรที่เกิดขึ้นในปี 2564 จำนวนมากเพราะ ต้นทุนในการบริการต่ำเนื่องจากเป็นปีไม่ปกติ สถานการณ์โควิด-19

ขณะนี้อีลิทการ์ดอยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจความพึงพอใจและความต้องการของสมาชิกจากทั่วโลกมากกว่า 400 คน เพื่อนำมาปรับปรุงบริการ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิก เพื่อจะนำไปสู่การรีแบรนด์อีลิทการ์ดและบริการ รวมไปถึงการปรับปรุงสินค้า ให้มีความเหมาะสมกับความเป็นลูกค้าคนพิเศษ ที่มีรายได้สูง ให้มีความหลากหลาย สอดคล้องนโยบายของ ททท.ที่จะต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง กลุ่มเศรษฐีที่มีการใช้จ่ายต่อทริปในการท่องเที่ยวสูง กลุ่มเศรษฐีที่ร่ำรวยการลงทุนหรือถือครองเงินดิจิทัล

“กำลังพิจารณาปรับปรุงบริการให้มากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิก และอาจมีการปรับปรุงสินค้าให้มีราคาสูงขึ้น โดยอนาคตอาจมีการขายบัตรสมาชิก อีลิทการ์ดในราคา 5 ล้านบาท และต้องพยายามลดการขายสมาชิกที่ราคาถูก ที่อีลิทการ์ดขายอยู่ราคา 600,000 บาท ที่ขณะนี้มียอดขายประมาณ 60% ของจำนวนสมาชิกที่ขายได้ โดยในปี 2564 มีการขายได้จำนวน 3,280 ใบ ส่วนปี 2565 ตั้งเป้ายอดขาย 4,400 บัตร โดยจะรุกขายบัตรที่มีราคาสูง 1-2 ล้านบาทให้ได้มากขึ้น”

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการในการลงทุนภายใต้โครงการ Flexible Plus Program ให้เป็นสมาชิกบัตร โดยคาดว่าจะมีเงินลงทุนขั้นต่ำเข้ามาประเทศไทยประมาณ 15,000 ล้านบาท ผ่านการลงทุนในประเทศไทยภายใต้ 3 ประเภทที่กำหนด คือ 1. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามสิทธิ์ที่ชาวต่างชาติพึงได้รับ 2. การลงทุนในบริษัทจำกัดและบริษัทจำกัดมหาชน 3. การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (หรือหน่วยงานลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ส่วนใหญ่ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮ่องกง รัสเซีย ฝรั่งเศส อเมริกา สิงคโปร์ เป็นต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน