นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสซีจีทั้ง 3 กลุ่มในสัดส่วนที่ต่างกันไป โดยกลุ่มเคมีภัณฑ์ได้รับกระทบต่อต้นทุนการผลิต 80% กลุ่มซิเมนต์และวัสดุก่อสร้าง 15-20% และกลุ่มบรรจุภัณฑ์และกระดาษ 5% ส่งผลให้บางผลิตภัณฑ์ที่พึ่งพาพลังงานระดับสูง อาจต้องมีการปรับราคาตามกลไกตลาด
“จากการพิจารณาข้อมูลทั้งของเอสซีจีและคู่ค้า เบื้องต้นจะเน้นตรึงราคาออกไปให้มากที่สุด และเมื่อสินค้าใดรับราคาเดิมไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้ปรับราคาขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าภาพรวมราคาพลังงานขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งไปถึง 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรืออาจถึง 300 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่เป็นการคาดการณ์ ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เอสซีจียังยิ้มได้ เพราะเคยผ่านประสบการณ์หนักๆ มีการเรียนรู้จนผ่านพ้นมาได้ในช่วงที่ผ่านมา เพียงแต่ต้องปรับตัวและดำเนินการตามแผนระยะสั้นและยาว ตามที่เตรียมการไว้”นายรุ่งโรจน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เอสซีจี คาดการณ์ยอดขายรวมปีนี้จะเติบโตได้ 10% ตามเป้าหมาย แต่กำไรอาจได้รับผลกระทบ ต้องติดตามอีกครั้ง เพราะต้นทุนสูง ส่วนแผนการลงทุนปีนี้จะมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยจะพิจารณาอย่างรอบคอบขึ้น
แบ่งแผนรับมือเป็น 2 ส่วนคือ ระยะสั้น เน้นรักษาความเสี่ยง ดูแลปรับต้นทุนพลังานให้ยืดหยุ่น รักษากระแสเงินสด และระยะยาว จะดูแลโครงการที่มีให้มีศักยภาพ มุ่งลดคาร์บอน ดูแลคู่ค้าและชุมชน และโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่แล้ว เช่น ปิโตรเคมีในเวียดนามก็ยังคงดำเนินการต่อไป คาดจะแล้วเสร็จและเปิดดำเนินงานปี 2566