นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนเม.ย. 2565 ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2565 ของไทยอยู่ในกรอบ 2.5-4% ลดลงจากเดิมคาดไว้อยู่ในกรอบ 2.5-4.5% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่ยังคาดว่าจะเติบโตได้ จากความมุ่งมั่นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการปรับตัวให้สามารถอยู่กับโควิด-19 แบบเป็นปกติมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ โดยยังคงอัตราการส่งออกอยู่ในกรอบ 3-5%
ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอยู่ในกรอบ 3.5-5.5% จากเดิมคาดไว้ 2-3% เพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าในหมวดอาหารและพลังงาน ที่คาดว่าปี 2565 ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อและยังมีความรุนแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ของไทยจะอยู่ที่ 4.9% เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี

“ยอมรับว่าเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมากจะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ และกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น แม้วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน จะกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรงไม่มากนัก แต่ผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอื่นๆ เช่น ปุ๋ย สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะหากทำให้ราคาอาหารสดและราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังกดดันให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติมีทิศทางตึงตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ในกลุ่มเกษตรและกลุ่มโลหะก็สูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับราคาสินค้า ซึ่งเริ่มกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน”
โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกโตน้อยลงกว่าเดิมกว่า 1% และทำให้อัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 2.5% จากที่ประเมินไว้ก่อนเกิดวิกฤต และทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกมีแนวโน้มทะยานสูงขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม กกร. เห็นว่าหากมีการยกเลิกมาตรการ Test & GO จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้มากขึ้น ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ในยามที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอื่นๆ มีข้อจำกัด และจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เกิน 3% อีกทั้งภาครัฐควรพิจารณาต่ออายุโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้