นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภค กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยอมรับว่าส่งผลกระทบกับตลาดสินค้าอุปโภคในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา แต่จากการปรับตัวของบริษัทที่หันไปเน้นทำตลาดและขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับสินค้าของบริษัทจะเป็นกลุ่มทำความสะอาด ซึ่งอานิสงส์ให้ยอดขายในปี 2564 ที่ผ่านมาเติบโต 16% และปีนี้เชื่อว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยสินค้าที่เติบโตโดดเด่น คือ สินค้าเด็ก ภายใต้แบรนด์ ดีนี่
นางศิริสุภา อาจสัญจร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าเด็กมีมูลค่า 5,200 ล้านบาทในปี 2564 ติดลบ 10% แต่ดีนี่ติดลบ 1% และสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้ด้วยส่วนแบ่งตลาด 26% จากการทำตลาดอย่างหนักแบบครบวงจร และแนวโน้มปี 2565 ตลาดรวมน่าจะอยู่ในระดับทรงตัว หรือกลับมาเติบโตได้ โดยดีนี่ในฐานะผู้นำตลาดจะขับเคลื่อนตลาดให้กลับมาเติบโต จากการเพิ่มงบทำตลาด และการออกสินค้าใหม่ ซึ่งสินค้าไฮไลต์จะเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าและปรับผ้านุ่ม โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายดีนี่เติบโต 20% หรือมียอดขาย 3,200 ล้านบาท

“ตลาดสินค้าเด็กไม่เติบโตหวือหวาเหมือนก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ประกอบกับประชากรเด็กเกิดน้อยลง จากปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรเด็กลดลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้กระทบกับตลาดสินค้าเด็กมากนัก เพราะพ่อแม่ยุคใหม่ยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อลูกน้อยเป็นอันดับแรก มองหาสินค้าพรีเมียม ยินดีจ่ายแพงเพื่อให้ลูกน้อยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด”
อย่างไรก็ตาม จากปัจจุบันต้นทุนสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้น บริษัทพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าไว้ในบางกลุ่มสินค้าที่สามารถทำได้ แต่ยอมรับว่ามีการปรับสินค้าไปบ้างแล้วในบางกลุ่ม เพราะต้นทุนสินค้าสูงขึ้นจริง ในขณะที่บางกลุ่มสินค้าเป็นสินค้าควบคุมต้องได้รับการอนุมัติจากกรมการค้าภายใน อย่าง กลุ่มสินค้าทำความสะอาด ส่วนสินค้าที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ก็จะตรึงราคาสินค้าไว้ให้นานที่สุด