ทอท. ลุ้นพลิกกลับกำไรสูงสุด ปี’67 พร้อมลุยธุรกิจการบินดิจิทัล ดันรายได้ชิงเบอร์ 1 อุตสาหกรรมการบิน
นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวปาฐกถาภายในงานสร้างความคุ้นเคยกับ ทอท. ระบุว่า เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจอุตสาหกรรมการบินหลังยุคโควิด-19 โดยคาดหวังว่าจะกลับมาทำกำไรสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งในปี 2567 ซึ่งคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่า 1 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเคยทำกำไรสูงสุด 26,000 ล้านบาท ในปี 2562 ช่วงก่อนเกิดโควิด-19
“ ในปี 2566 บริษัทจะฟื้นตัวอย่างมากจนมีลุ้นกลับมาทำกำไรอีกครั้ง และปี 2567 จะกลับมาทำกำไรสูงสุดตลอดกาลอีกครั้ง อาจสูงกว่าสถิติทำกำไรตลอดกาลครั้งล่าสุด 1 เท่า หากประเทศจีนผ่อนคลายการเดินทางและสถานการณ์ต่างๆของโลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ” นายนิตินัย กล่าว
นายนิตินัย กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2566 คาดว่า 6 ท่าอากาศยาน จะมีตัวเลขผู้โดยสารฟื้นตัวกลับมาที่ราว 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 66% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ดังนั้นจึงเตรียมเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT1) พร้อมระบบอำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่ผสมผสานความเป็นดิจิทัลแอร์พอร์ตมากขึ้นตอบสนองพฤติกรรมเดินทางยุคใหม่
ในปี 2566 จะเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของธุรกิจการบิน เพื่อวางรากฐานความมั่งคั่งไปอีกนับทศวรรษ แม้ว่า จะแข็งแกร่งในอุตสาหกการบิน แต่จำเป็นต้องพัฒนาเพื่อแข่งขันในตลาดที่ผู้เล่นหน้าใหม่และผู้ประกอบการรายเก่าที่เข้มแข็งขึ้นหลังยุคโควิด-19 โดยเฉพาะเมกะเทรนด์ของโลกเรื่องเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกผู้โดยสารด้านการขนส่งทางอากาศไม่ว่าจะเป็น แอพพลิเคชั่นสนามบิน จุดบริการอัตโนมัติ ไปจนถึง หุ่นยนต์สนามบิน ดังนั้น พนักงานทุกคน จึงต้องปรับตัวในการทำงานให้เข้าสู่รูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่อแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ควบคู่ไปกับหัวใจบริการพร้อมดูแลผู้โดยสารและประชาชนในฐานะรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ค่านิยมการให้บริการของ บริษัท ประกอบด้วย 1.ให้ใจ คือ ให้บริการด้วยใจ 2.มั่นใจ คือความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย ที่ผู้โดยสารมั่นใจได้ 3.ร่วมใจ คือ
การมีส่วนร่วมและการสื่อสารทั้งภายในองค์กรและหน่วยงานภายนอก 4.เปิดใจ เปิดใจพัฒนาคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง 5.ภูมิใจ คือกการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ และสำนึกในความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และประเทศชาติ
นายนิตินัย กล่าวถึงแนวทางการปรับตัวฃว่า เนื่องด้วยภูมิทัศน์ของธุรกิจที่เปลี่ยนไป และมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้น จึงต้องขยายฐานธุรกิจเพื่อรองรับดีมานต์การเดินทาง อาทิ บริษัท AOTTO ดำเนินกิจการศูนย์ตรวจสอบสินค้าเกษตรก่อนส่งออก บริษัท AOTGA หรือบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด ให้บริการด้านกราวด์เซอร์วิส และ บริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AVSEC : Aviation Security)
“ผมเปรียบวิกฤตฝั่งซัพพลายนี้เป็นเหมือนรูพรุน ๆ ของปะการัง ที่เรายังมองเห็นว่ามีตัวตนอยู่ แต่เราไม่รู้ว่าตรงไหนจะแตกหักเมื่อไหร่ สิ่งที่น่ากังวลของธุรกิจการบินตอนนี้คือปริมาณซัพพลายอาจไม่เพียงพอตอบสนองปริมาณของผู้โดยสารที่ฟื้นตัว จนอาจกระทบต่อคุณภาพบริการท่าอากาศยาน จึงแตกขยายธุรกิจที่ไม่ดกี่ยวกับการบิน (Non-Aero) เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานอยู่รอด ทั้งยังจะเป็นหนึ่งในแกนรายได้หลักในอนาคตอีกด้วย เพื่อสนับสนุนการบิน” นายนิตินัย กล่าว