รฟท. เผยโฉม รถดีเซลรางปรับอากาศ สไตล์ญี่ปุ่น เผยผลทดลองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ใช้ความเร็วสูงสุดได้ 100 กม./ชั่วโมง เร่งปรับปรุงให้เสร็จทันฤดูท่องเที่ยว

วันที่ 6 ก.ย.65 ที่ โรงงานมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการปรับปรุงรถดีเซลรางปรับอากาศ รุ่น KIHA 183 ว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้รับมอบ รถดีเซลรางปรับอากาศ รุ่น KIHA 183 จากบริษัท Hokkaido Railway Company (JR HOKKAIDO) ประเทศญี่ปุ่น มาจำนวน 17 คัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ประกอบด้วย รถดีเซลรางปรับอากาศ แบบมีห้องขับสูง (High Cab) 40 ที่นั่ง จำนวน 8 คัน รถดีเซลรางปรับอากาศ แบบไม่มีห้องขับ 68 ที่นั่ง จำนวน 8 คัน และรถดีเซลรางปรับอากาศ แบบมีห้องขับต่ำ (Low Cab) 52 ที่นั่ง จำนวน 1 คัน ซึ่งปัจจุบันมีการส่งมอบครบทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564

นายนิรุฒ กล่าวว่า ทั้งนี้ การรถไฟฯ โดยฝ่ายการช่างกล ได้ดำเนินการปรับปรุงรถดีเซลรางปรับอากาศ รุ่น KIHA 183 ซึ่งปัจจุบันเตรียมให้บริการ 1 ขบวน ประกอบด้วย รถไฟจำนวน 4 คัน โดยปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์แล้ว 3 คัน ซึ่งอีก 1 คัน อยู่ระหว่างปรับปรุงสีขบวนรถ

โดยการรถไฟฯ รับค่าใช้จ่ายในส่วนของการดำเนินการขนย้ายขบวนรถไฟทั้งหมด 17 คัน รวมเป็นเงิน 42.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.5 ล้านบาทต่อคัน และมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการดัดแปลงล้อเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อคัน

หากจัดซื้อตู้โดยสารใหม่จะมีค่าใช้จ่ายถึง 80-100 ล้านบาทต่อคัน ซึ่งเป็นการดัดแปลงที่มีความคุ้มค่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับการรถไฟ ได้มากกว่าการซื้อตู้โดยสารใหม่ถึง 400 เท่า

นายนิรุฒ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ได้นำมาเปิดทดลองเดินรถจากเส้นทางสถานีมักกะสัน-ฉะเชิงเทรา-กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งการทดลองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งภายหลังจากทดสอบประสิทธิภาพขบวนรถชุดแรกแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จะเร่งปรับปรุงรถคันอื่นที่เหลือ เพื่อเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2566

“หลังจากนี้ การรถไฟฯ จะเร่งปรับปรุงขบวนรถ โดยยังคงเอกลักษณ์กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ซึ่งยืนยันว่าขบวนรถที่รับมาทั้งหมดสามารถใช้งานได้ถึง 15-20 ปี โดยจะเริ่มทดลองเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อรองรับฤดูการท่องเที่ยวของไทย ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณาการให้บริการตามแนวเส้นทางต่างๆ

เบื้องต้นจะเริ่มให้บริการในเส้นทางระยะสั้น หรือไม่เกิน 300 กิโลเมตร อาทิ น้ำตกไทรโยก จ.กาญจนบุรี หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี” นายนิรุฒ กล่าว

นายนิรุฒ กล่าวว่า ส่วนแผนการปรับปรุงรถระยะที่ 2 การรถไฟฯ ได้วางแผนการซ่อมบำรุงใหญ่ เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้บริการเดินรถได้ในระยะยาว อาทิ การเปลี่ยนล้อ เพลาใหม่ พร้อม Bearing เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใหม่ เปลี่ยนเครื่องทำลมอัด (Air Compressor) ใหม่ ปรับปรุงระบบปรับอากาศ ปรับปรุงระบบไฟแสงสว่างเป็น 220 V. และระบบไฟฟ้าทั้งหมดเป็น 380 v./220 v.50 Hz โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการครบทุกคัน ประมาณ 2 ปี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน