แบงก์ชาติลั่นขึ้นดอกเบี้ยไม่ช้า-ไม่น้อย ย้ำบาทอ่อน 38 ไม่เกี่ยวกับขาดเสถียรภาพ ยันเงินทุนไหลเข้าอื้อ 3.5 พันล้านเหรียญ
ชี้ขึ้นดบ.ไม่ช้า-ไม่น้อย – นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัว และภาคการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยปีนี้คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.3% และขยายตัว 3.8% ในปี 2566 ขณะเดียวกันคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า
สำหรับอัตราเงินเฟ้อของไทย คาดว่าจะคลี่คลายในปี 2566 โดยคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของเงินเฟ้อที่ 1-3% ได้ในกลางปีหน้า ส่วนปี 2565 คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 6.3% และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 2.6%
“สิ่งที่ ธปท. กังวล คือ เงินเฟ้อพื้นฐาน ตัวนี้สำคัญ เพราะสะท้อนเครื่องยนต์เงินเฟ้อติดหรือไม่ ที่ผ่านมาเราเห็นตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานมันวิ่งขึ้น และวิ่งขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้น โดยรวมปีนี้คาดเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 2.6% และปีหน้าที่ 2.4% โดย ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวสะท้อนเครื่องยนต์เงินเฟ้อติด และติดมากแค่ไหน” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
สำหรับปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินการ 3 ด้าน คือ 1. หนี้ครัวเรือน ต้องลดสู่ระดับยั่งยืน 2. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยภาคการเงินช่วย facilitate ให้เศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน โดยสิ่งที่ต้องเร่งผลักดัน คือ จัด taxonomy พัฒนาและเปิดเผยข้อมูล และสร้างมาตรการแรงจูงใจ 3. โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัล โดยเร่งผลักดัน โครงสร้างพื้นฐาน Digital payment เช่น Cross-border payment, PromptBiz และ dStatement
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนมาจาก ยืนยันว่า เป็นเพราะดอลลาร์แข็งค่า โดยเงินบาทที่อ่อนค่า ไม่ได้มาจากเงินทุนเคลื่อนย้าย เงินไหลออก แต่มาจากดอลลาร์แข็ง โดยปัจจุบันดอลลาร์แข็งค่าแล้ว 17-18% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่า 12% และการอ่อนค่าของไทยโดยรวม ไม่ได้ผิดเพี้ยนจากภูมิภาค
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ค่าเงินบาทที่ไปถึง 38 บาทต่อดอลลาร์ ไม่ได้เกิดจากการขาดเสถียรภาพ โดยปัจจุบัน เสถียรภาพของไทยอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ทุนสำรองเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อยู่ในระดับสูง โดยอยู่ในอันดับ 12 ของโลก
“ยืนยันไม่เห็นการไหลออกของเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก 3.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนทุนสำรองที่ลดลง มาจากดอลลาร์แข็งค่า โดย ธปท. นอกจากถือเงินดอลลาร์แล้วยังถือเงินสกุลอื่นๆ ด้วย แต่ถามว่า ธปท. เข้าไปดูแลค่าเงินหรือไม่ ยอมรับว่า มีเมื่อเห็นความผันผวนแรงเกินไป แต่ไม่ได้เข้าไปเพื่อฝืนทิศทางตลาด เพราะเรารู้ว่าทำไม่ได้ ค่าเงินบาทมาจากดอลลาร์แข็ง เราคอลโทรลไม่ได้ และเราเคยมีบทเรียนจากปี 2540 ที่ไปฝืนตลาดมากจะมีความเสี่ยงมากมาย”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงิน โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น โดยยืนยันว่า ดำเนินการไม่ช้าเกินไป เพราะเศรษฐกิจไทยเพิ่งเริ่มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และยืนยันว่าไม่น้อยเกินไป เพราะยังมีกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องดูแลด้วยมาตรการเฉพาะจุด