ศาลปกครองกลาง ชี้ กสทช.ลงมติ ควบรวมทรู-ดีแทค ชอบด้วยกฎหมาย ยกคำร้องสภาองค์กรของผู้บริโภค ดีลเดินหน้าต่อฉลุย

วันที่ 9 ธ.ค. 65 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว หลังสภาองค์กรของผู้บริโภค ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติ กสทช. “รับทราบ” การรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ยังไม่มีเหตุไม่ชอบด้วยกฏหมาย จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองได้ตามข้อ 72 วรรค 3 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก เนื่องจากไม่มีผลทำให้คำสั่งเปลี่ยนแปลง จึงมีคำสั่งยกคำขอวิธีการชั่วคราว ส่งผลให้ดีลทรูและดีแทคสามารถเดินหน้าต่อไปได้

โดยมีรายละเอียดในการพิจารณา 4 ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ 1 : การที่ประธาน กสทช. ออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาดในการลงมติพิพาท

การที่ที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากันคือ 2 ต่อ 2 เสียง โดยงดออกเสียง 1 เสียง จากเสียงทั้งหมด 5 เสียง กรณีจึงไม่อาจมีมติเป็นข้อยุติได้ กรณีจึงต้องบังคับตามข้อ 41 วรรคสาม ของระเบียบการประชุมฯ โดยให้ประธาน กสทช. ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

เมื่อประธาน กสทช. ออกเสียงเพิ่มขึ้นเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดของ กสทช. มีเสียง (ของผู้ที่เห็นว่าการรวมธุรกิจกรณีนี้ไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามข้อ 8 ของประกาศผูกขาดฯ 2549 และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศการรวมธุรกิจฯ 2561 โดยรับทราบการรวมธุรกิจ และเมื่อ กสทช. ได้รับรายงานการรวมธุรกิจแล้ว กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะตามข้อ 12 ของประกาศการรวมธุรกิจฯ 2561) จำนวน 3 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดแล้ว ตามข้อ 41 วรรคหนึ่ง (2) ของระเบียบดังกล่าว

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุที่รับฟังว่าการออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งของประธาน กสทช. เป็นการกระทำที่น่าจะขัดต่อข้อ 41 วรรคหนึ่ง (2) ของระเบียบการประชุมฯ

ประเด็นที่ 2 : การที่ กสทช. มีมติรับทราบการรวมธุรกิจ โดยกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ

ข้อ 8 ของประกาศผูกขาดฯ 2549 เป็นกรณีการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันโดยการเข้าซื้อหรือถือหุ้น หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการรวมธุรกิจ ซึ่งข้อ 3 และข้อ 5 ของประกาศการรวมธุรกิจฯ 2561 แบ่งการรวมธุรกิจเป็น 3 แบบ ได้แก่ การรวมธุรกิจโดยการรวมกันแล้วเกิดเป็นนิติบุคคลใหม่ การรวมธุรกิจโดยการเข้าซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สินของผู้ประกอบการรายอื่น

ไม่อาจแปลความว่าการรวมธุรกิจทุกกรณีจะต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช.

ข้อ 8 ของประกาศผูกขาดฯ 2549 เป็นเพียงเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะเข้าถือครองธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น โดยไม่ต้องไปขออนุญาตตามข้อ 8 ของประกาศผูกขาดฯ 2549 อีก จึงสอดคล้องกับมาตรา 77 วรรคสามของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น

ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใดก็ตาม ประกาศข้างต้นมิได้ห้ามหรือปิดกั้นมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมดำเนินการรวมธุรกิจหรือการควบรวมธุรกิจประเภทเดียวกันกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่นอย่างสิ้นเชิง หากได้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขและมาตรการที่ กสทช. กำหนด

การที่ กสทช. มีมติรับทราบโดยกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะจึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและประกาศการรวมธุรกิจฯ 2561 แล้ว ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่ 3 : ผลกระทบของการรวมธุรกิจ

เมื่อ กสทช. มีมติรับทราบการรวมธุรกิจโดยเห็นชอบและกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะให้ผู้ร้องสอดต้องดำเนินการทั้งก่อนและภายหลังการรวมธุรกิจ และยังได้กำหนดกลไกติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจไว้ โดยภายหลังการรวมธุรกิจ หาก กสทช. พิจารณาหรือได้รับการร้องเรียนแล้ว กสทช. มีอำนาจระงับการกระทำ ยกเลิก เพิกถอน ปรับ เพิ่มเติม หรือปรับปรุงเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะใหม่ได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นได้ ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรฯ พ.ร.บ. กิจการโทรคมนาคมฯ และประการผูกขาดฯ 2549 ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้

ประเด็นที่ 4 : คำขอข้อ 2 ถึงข้อ 4 ที่ให้บังคับกับ 1) สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. 2) คณะกรรมการ ก.ล.ต. และ 3) นายทะเบียนบริษัทมหาชนฯ

คดีนี้เป็นการฟ้องขอเพิกถอนมติรับทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีสิทธิขอให้ศาลสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง (กล่าวคือ มติรับทราบ) เท่านั้น

สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. (2) คณะกรรมการ ก.ล.ต. และ (3) นายทะเบียนบริษัทมหาชนฯ มิได้เป็นคู่กรณีในคดีนี้ และมิใช่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจควบคุมกำกับดูแลตามพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ

คำขอนอกจากการขอให้ทุเลาการบังคับตามมติรับทราบจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ตามข้อ 70 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ฯ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน