นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เรื่องการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ว่า ทางกกพ. ได้ชี้แจงวิธีการคำนวณและเหตุผลการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 ให้กกร.รับทราบ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจและจะร่วมกันประสานการทำงานกันใกล้ชิดมากขึ้น
โดย กกพ. ยืนยันก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มีปริมาณไม่เพียงพอ แต่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ส่งก๊าซมาให้เพิ่มเติม ขณะที่ก๊าซจากเมียนมาร์ยังส่งมาให้ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ราคาต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลงจากที่ประกาศรอบแรกภาคเอกชนจะต้องจ่าย 5.69 บาทต่อหน่วย เหลือ 5.33 บาทต่อหน่วย
สำหรับค่าเอฟทีงวดต่อไปในเดือนพ.ค.-ส.ค. 2566 ต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีความผันผวนส่งผลต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าอย่างรอบด้าน จะมีความชัดเจนช่วงเดือนมี.ค.นี้ เช่น ค่าเงินบาท ซึ่งช่วงนี้แข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมอยู่ที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณแอลเอ็นจีตลาดจร ที่อยู่ระดับ 20 กว่าเหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ลดลงจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู
“ขณะนี้ปัจจัยต่างๆ ดีขึ้น ราคาน้ำมันก็ลดลง ซึ่งหากทุกอย่างยังเหมือนเดิมราคาค่าไฟก็มีโอกาสปรับลดลงได้ แต่ยังมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่ง กกพ. ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปริมาณก๊าซในอ่าวไทย และที่ได้จาก ปตท. หากยังสนับสนุนเหมือนเดิม และหากก๊าซจากเมียนมา ไม่ขาดหายไป เหล่านี้จะเป็นปัจจัยบวกทั้งหมดที่ทำให้ค่าไฟลดลงได้”
อย่างไรก็ตาม กกร. ไม่ได้กำหนดว่าต้องการค่าไฟไม่เกิน 5 บาทต่อหน่วย เพราะเรื่องค่าไฟต้องคุยกันด้วยเหตุผลที่เป็นข้อเท็จจริง ทุกฝ่ายพยายามทำอย่างดีที่สุด โดยภาคอุตสาหกรรมก็พยายามลดการใช้ก๊าซ หันไปใช้น้ำมันเตา ดีเซล และเชื้อเพลิงชีวมวลแทน เพราะก๊าซในอ่าวไทยคงไม่สามารถกำหนดปริมาณได้แน่นอน ซึ่งการเปรียบเทียบกับค่าไฟของประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียนั้น ยอมรับว่าในระยะสั้นค่าไฟของไทยอาจแพงกว่า แต่ในระยะยาวไทยจะได้เปรียบในการมุ่งสู่เป้าหมายนโยบายคาร์บอนเป็นศูนย์เป็นจุดขายดึงดูดการลงทุนในอนาคต
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการหารือปัจจัยต่างๆ ที่กกพ. นำมาคำนวณค่าเอฟทีงวดใหม่เดือนพ.ค.-ส.ค. 2566 มีแนวโน้มที่ดี ซึ่งอาจจะลดลงแต่จะลดลงอย่างไร ต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ในขั้นสุดท้ายอีกครั้ง