นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงเป้าหมายการส่งออก ปี 2566 ว่า จะขยายตัว 1-2% มูลค่า 292,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง อาทิ ปริมาณสินค้าคงคลังของคู่ค้ายังอยู่ในระดับสูงทำให้คู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้า, ต้นทุนการผลิตยังสูงจากค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ และจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค, ราคาพลังงานในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นรวดเร็วทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นกว่าโดยเงินบาทเดือนต.ค. 2565 อยู่ที่ 38 บาท/ดอลลาร์ ปัจจุบันแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 32-33 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีคู่แข่งทั้ง อินเดีย เวียดนาม จีน ทำให้ผู้ส่งออกขาดดุลจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสรท. ได้ส่งข้อเสนอแนะไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในอัตรา 34-35 บาท/ดอลลาร์ ส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันการส่งออกของไทยได้ เช่น การเปิดประเทศของจีน, ค่าระวางเรือปรับตัวลดลงเกือบทุกเส้นทาง, ดัชนีภาคการผลิต Manufacturing PMI ในเดือนม.ค. 2566 ของไทยเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น

“การส่งออกครึ่งปีแรกยังทรงตัว จากเศรษฐกิจโลกชะลอ ต้องรอลุ้นครึ่งปีหลังแต่ก็คาดว่าจะฟื้นตัวแบบหน่วง คาดว่าส่งออกเดือนม.ค. จะโต 3-5% มูลค่า 22,000-22,500 ล้านดอลลาร์ ดีกว่าปีก่อน และในไตรมาสแรกคาดว่าจะติดลบ 3-5% มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ โตน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่วนไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะกลับมาขยายตัวดีขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งปีมั่นใจว่าจะโตได้ 1-2%”

นายชัยชาญ กล่าวว่า สรท. ต้องการเสนอแนะให้ฝ่ายที่เกี่ยวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ดังนี้ ขอให้ ธปท. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวนเร็วเกินกว่าประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งทบทวนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเพิ่มมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ในซัพพลายเชนการส่งออก, ควบคุมการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ในภาคการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป และพิจารณามาตรการสนับสนุน เพื่ออุดหนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น มาตรการทางภาษี ลดหย่อนภาษี ในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ส่วนค่าแรงขั้นต่ำนั้น ขอให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

สำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ล่าสุดที่สหรัฐยิงขีปนาวุธใส่บอลลูนสอดแนมขนาดใหญ่ของจีนในน่านฟ้าสหรัฐ นั้น ระยะสั้นไม่น่าจะกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและซัพพลายเชน แต่หากความขัดแย้งบานปลายเป็นเรื่องที่น่ากังวล จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน