เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2566 นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา บริษัทฯ ขาดทุนสะสมเยอะ และส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น พนักงาน และผู้ใช้บริการลดลง แต่ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง ลดต้นทุน เจรจาเจ้าหนี้ จนบริษัทฯ กลับมาอยู่รอดได้แล้วในปัจจุบัน โดยปัจจุบันการบินไทยดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไปแล้วประมาณ 70% ซึ่งยังคงเหลือเรื่องของการจัดหาเงินทุนใหม่ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาเปรียบเทียบแนวทางจัดหาเงินทุนใหม่ และรอประเมินสถานการณ์ทางการเงินว่ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันการบินไทยมีกระแสเงินสด เข้ามาต่อเนื่อง สะสมอยู่ในระดับ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากกลางปี 2566 ผลการดำเนินงานยังคงบวกต่อเนื่อง การบินไทยก็อาจยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาทุนใหม่ หรืออาจมีการจัดหาเพียง 1.25 หมื่นล้านบาท
นายชาย กล่าวว่า ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานในปัจจุบัน การบินไทยมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (เคบินแฟกเตอร์) เฉลี่ยประมาณ 80% และคาดว่าทั้งปี 2566 จะคงอยู่ในระดับ 80% ส่วนรายได้ใน ปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 40% จากปี 2565 ที่คาดการณ์รายได้ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ที่การบินไทยมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 1.6 แสนล้านบาทต่อปี ด้านความสามารถทำการบิน

ขณะนี้การบินไทยเริ่มกลับมาทำการบินคิดเป็น 65% ของเส้นทางบินทั้งหมด หากเทียบกับปี 2562 และมีแผนจะทยอยเปิดบินเพิ่มเติมต่อเนื่องในเส้นทางเอเชีย จีน ญี่ปุ่น และยุโรปในเมืองที่มีความนิยมสูง ซึ่งจะทำให้การบินไทยกลับมาเปิดบินคิดเป็น 80% ในปี 2568
“จากผลการดำเนินงานที่เป็นบวกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ค. 2565 ประกอบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของดีมานด์ที่มีอยู่ ทำให้เรามั่นในว่าปีนี้ผลการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อม (อีบิต ด้า) จะเป็นบวกมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์กำหนดของการยื่นขอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการที่ระบุว่าบริษัทฯ ต้องมีอีบิตด้า หักลบค่าเช่าและเงินสด ย้อนหลัง 12 เดือน ต้องคงเหลือมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จะทำให้การบินไทยสามารถออกจากแผนฟื้นฟูกิจการก่อนเป้าหมายกำหนดในปลายปี 2567 และกลับเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ภายในปี 2568”
นายชาย กล่าวว่า ส่วนเรื่องแผนจัดหาเครื่องบินระยะยาว นั้น เบื้องต้นในปี 2566 จะมีการจัดหาเครื่องบินใหม่เพิ่มอีก 9 ลำ คาดว่าจะจัดทำแล้วเสร็จกลางปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการรอขายเครื่องบินเพิ่มเติม ซึ่งในปี 2566 มีแผนขายประมาณ 22 ลำ ได้แก่ เครื่องบินโบอิ้ง 777 300 ER 6 ลำ โบอิ้ง 777 200 ER 6 ลำ โบอิ้ง 340 จำนวน 4 ลำ และโบอิ้ง 360 จำนวน 6 ลำ
สำหรับเรื่องการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นั้น บริษัทฯ มีแผนที่จะลงทุน ในศูนย์ซ่อมอากาศยาน หรือ เอ็มอาร์โอ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจ้างที่ปรึกษา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน โดยคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3/2566 ก่อนที่จะนำผลการศึกษาไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี อีกครั้ง
ส่วนรูปแบบการลงทุนมีความจำป็นจะต้องร่วมลงทุนกับพันธมิตรหรือไม่ นั้น คงต้องรอผลการศึกษาก่อน แต่ยอมรับว่าการร่วมลงทุนกับพันธมิตร มีความเข้มแข็งมากกว่า เพราะพันธมิตรจะมีฐานลูกค้ามาสนับสนุน