นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ภายหลังประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงจีนเปิดประเทศเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา นั้น สถิติเที่ยวบิน และผู้โดยสารในภาพรวมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ประเทศไทยเปิดประเทศเมื่อ วันที่ 1 ต.ค. 2565-15 ก.พ. 2566 มีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 1.7 แสนเที่ยวบิน จำนวนผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 17 ล้านคน
ส่วนหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดประเทศเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา มีเที่ยวบินจาก ได้แก่ จีน ฮ่องกง และมาเก๊า มีจำนวน 751 เที่ยวบิน เฉลี่ยวันละ 20 เที่ยวบิน และผู้โดยสารขาเข้าจากจีนมีจำนวน 1.6 แสนคน เฉลี่ยวันละ 4,142 คน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินขาเข้าจากจีนจะแตะ 5 แสนคน ภายในประมาณวันที่ 1 พ.ค. 2556 และแตะ 1 ล้านคนในเดือนส.ค.นี้ และยืนยันว่าจะมีการเปิดใช้อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1 : SAT-1) ได้ในเดือนก.ย. 2566 นี้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความแออัดคับคั่งของผู้โดยสารได้ต่อไป
ส่วนประเด็นที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ถูกตั้งคำถามถึงความแออัดของสนามบิน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติ นั้น ทอท. ยืนยันว่าในส่วนขอความแออัดคับคั่งของผู้โดยสารและสัมภาระที่รอนาน ขณะนี้ ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย สามารถให้บริการได้เร็วกว่าเดิม โดยกระเป๋าล่าช้าไม่เกิน 30 นาที ส่วนปัญหารถแท็กซี่สาธารณะขาดแคลน ปัจจุบันมีจำนวน รถแท็กซี่ฯ ในระบบเพิ่มขึ้นจากเดิม 2,200 คัน เป็น 3,909 คัน คาดว่าจะเพิ่มรถแท็กซี่เข้าระบบได้ถึงจำนวน 4,500 คัน ภายในเดือนเม.ย.นี้

ด้านนายกีรติ กิจมานะวัฒน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง) ทอท. กล่าวว่า ทอท. อยู่ระหว่างเตรียมการแก้ไขปัญหาความแออัดคับคั่งบริเวณพื้นที่ตรวจหนังสือเดินทางภายในอาคารผู้โดยสาร ทสภ. โดยมีแผนการเพิ่มขีดความสามารถของจุดตรวจหนังสือเดินทาง ณ ทสภ. แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ Auto channel เพื่อรองรับผู้โดยสารขาออกได้ทุกประเทศที่มีการใช้งาน E-Passport ทำให้ผู้โดยสารสามารถใช้บริการผ่านออโต้ ชาแนล ได้ สะดวก รวดเร็ว ในขณะที่ผู้โดยสารขาเข้านอกจากผู้โดยสารชาวไทยแล้ว ซึ่งการดำเนินการอยู่ระหว่างการขออนุมัติงบประมาณ และคาดว่าจะสามารถเริ่มกระบวนการจัดหาพัสดุ ได้ประมาณ เดือนมิ.ย. 2566 และเริ่มทยอยทำการติดตั้งเครื่อง ออโต้ ชาแนล ได้ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 ไปจนครบภายในเดือนส.ค. 2567 ทำให้มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารขาออก จาก 6,200 คน/ชั่วโมง เป็น 8,800 คน/ชั่วโมง และ สามารถรองรับผู้โดยสารขาเข้า จาก 11,000 คน/ชั่วโมง เป็น 13,300 คน/ชั่วโมง
ระยะที่ 2 ก่อสร้างพื้นที่เพิ่มเติมบริเวณพื้นที่ว่าง ที่อยู่ระหว่างอาคารผู้โดยสารกับ อาคาร Concourse D เพื่อเป็นโถงรองรับผู้โดยสารขาเข้า และผู้โดยสาร Visa on Arrival (VOA) ซึ่งการดำเนินการอยู่ระหว่างการขออนุมัติงบประมาณ และจัดทำข้อกำหนดรายละเอียด (ทีโออาร์) โดยจะสามารถเริ่มงานได้ประมาณ เดือนพ.ย. 2566 และจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค. 2568 โดยเมื่อการดำเนินงานแล้วเสร็จ จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารขาเข้าได้อีกประมาณ 2,000 คน/ชั่วโมง และเพิ่มการรองรับในส่วนของผู้โดสาร Visa on Arrival (VOA) ได้อีก ประมาณ 400 คน/ชั่วโมง
ทั้งนี้ ทอท. ได้ติดตามและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด พร้อมรองรับสถานการณ์การเพิ่มจำนวนของผู้โดยสารที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริการและการอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว