นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2566 ชะลอตัวลงเล็กน้อยโดยขยายตัวได้ประมาณ 2% ขณะที่การเติบโตหลักๆ มาจากเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ 4-5%
สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตได้ 3-3.2% โดยอาเซียน และไทย ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศของจีน โดยเฉพาะไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีนด้านธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้เป็นอย่างดีต่อเนื่องถึงปี 2567 ประกอบกับเงินเฟ้อทั่วโลกผ่านจุดสูงสุดแล้ว
แต่การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีนทำให้เศรษฐกิจอาเซียนและไทยจะมีความโดดเด่น ส่งผลอย่างมีนัยยะต่อการขยายตัวของชนชั้นกลางหรือคนรวยในอาเซียนและไทยจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 65% ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ทำให้ธนาคารมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจด้านการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งประเมินว่าธุรกิจนี้ในภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิกจะมีโอกาสเติบโตถึง 58% ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือ มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดภายใต้การบริหาร (AUM) จะเติบโตสูงขึ้นอีกเกือบ 2 เท่า โดยมีกลุ่มชนชั้นกลางเป็นตัวขับเคลื่อน 70-80%

ในขณะที่คนกลุ่มนี้ในไทย ยังเข้าไม่ถึงผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง (เวลธ์แมเนจเมนต์) ส่วนหนึ่งเพราะสินทรัพย์หรือฐานะทางการเงินยังไม่มากพอที่จะจูงใจให้สถาบันการเงินเข้าไปให้บริการ ประกอบกับคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอายุยังน้อย แต่คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน ขณะที่ยังไม่มีสถาบันการเงินเข้าไปให้บริการด้านการจัดการความมั่งคั่งให้กับลูกค้ากลุ่มนี้
ทำให้ธนาคารเห็นถึงโอกาส พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านการบริหารความมั่งคั่งภายในปี 2568 ด้วยเป้าหมายการขยายฐานลูกค้าด้านการบริหารความมั่งคั่งเป็น 6 แสนราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 4 แสนราย และมีสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารคิดเป็น 2 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายให้ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารที่ผู้บริโภคใช้เป็นบัญชีธนาคารหลักภายในปี 2568 ผ่านการให้บริการที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทาง รวมถึงทยอยลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (C/I) ให้อยู่ในระดับ 35-40% ตลอดจนมีเป้าหมายในการเป็นธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อสีเขียว (ด้านความยั่งยืน) 1 แสนล้านบาท
สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2566 ธนาคารมุ่งเน้นการสร้างสมดุลของการขยายพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินเชื่อ โดยตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อประมาณไม่เกิน 5% และสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากกว่า 10% ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ตั้งเป้าไว้ที่ 40% จาก ณ 31 ธ.ค. 2565 อยู่ที่ 41% ส่วนพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อบุคคล 9.8 แสนล้านบาท สินเชื่อเอสเอ็มอี 4.1 แสนล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 9.2 แสนล้านบาท