นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกรเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนถึงปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย รวมทั้งใช้เป็นตัวชี้วัดของแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2565) และแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกร ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขอนามัย ด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม
สำหรับดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศ ปี 2565 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.46 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ลดลงจากปี 2564 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 81.10 และเมื่อพิจารณาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ในปี 2565 พบภาคกลางมีค่าดัชนีมากที่สุดอยู่ที่ระดับ 81.82 รองลงมา ได้แก่ ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 81.57 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 80.96 และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 80.08 ซึ่งทุกภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับดี ปี 2565 มีรายละเอียดในแต่ละด้าน ดังนี้
ดัชนีด้านสุขอนามัย ภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ระดับ 99.85 เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่อยู่ในระดับ 98.77 ซึ่งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 ในช่วงที่ผ่านมา,ดัชนีด้านสังคม ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 91.06 ลดลงจากปี 2564 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 92.64 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสมาชิกในครอบครัวมีการดูแลซึ่งกันและกัน,ดัชนีด้านเศรษฐกิจภาพรวมมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.26 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 77.31 โดยรายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดจากนอกภาคเกษตรมากกว่ารายได้เงินสดทางการเกษตร 2.7 เท่า
สาเหตุมาจากเกษตรกรบางส่วนประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรมีไม่เพียงพอ รวมถึงผลผลิตมีราคาไม่แน่นอน ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อม ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 62.67 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 64.49 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข, ดัชนีด้านการศึกษา ภาพรวมระดับประเทศมีค่าอยู่ที่ระดับ 50.39 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข ลดลงจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.28
ดังนั้น สศก. แนะให้รัฐบาลสนับสนุนให้สมาชิกของครัวเรือนเกษตรได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น ควรจัดสรรที่ดินทำกินให้ครัวเรือนเกษตรที่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินน้อย โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือ และกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมให้ครัวเรือนเกษตรสามารถสร้างรายได้จากหลายแหล่ง