นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบีโอไอ ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการในกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร กลุ่ม ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง กลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลาสติกและกระดาษ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค รวม 13 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 63,440 ล้านบาท และมีมูลค่าที่เกิดจากการใช้วัตถุดิบในประเทศรวมกว่า 15,220 ล้านบาท
ขณะที่รวม 9 เดือน ปี 2559 (ม.ค.-ก.ย.) มียอดคำขอบีโอไอรวมแล้ว 1,095 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3.69 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ยังมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะล่าสุดยอดลงทุนที่เกิดขึ้นจริงจากคำขอบีโอไอเมื่อปี 2557-58 นั้นมีมากกว่า 3.42 แสนล้านบาท แล้ว และเป็นการลงทุนจริงที่เพิ่มขึ้นทุกไตรมาส โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. ได้ปรารภในที่ประชุมว่า โครงการลงทุนมีคำขอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าต่างชาติยังเชื่อมั่น มีแต่คนไทยเองเท่านั้นที่ไม่เชื่อมั่น ทั้งที่รัฐบาลก็มีมาตรการสนับสนุนการลงทุนจำนวนมาก ไม่ใช่มีแค่มาตรการบีโอไอเท่านั้น

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ฟื้นการส่งเสริมการลงทุนกับกิจการผลิตอาหารสัตว์ หรือส่วนผสมอาหารสัตว์อีกครั้ง หลังจากยกเลิกไปเมื่อปี 2558 โดยการได้รับสิทธิประโยชน์จะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ หากเป็นกิจการที่มีเฉพาะขั้นตอนการผลิต จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี โดยได้รับแค่การยำเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรเท่านั้น แต่หากเป็นกิจการที่มีการลงทุนด้านการวิจัย พัฒนา และนวตกรรม ด้วย จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา วิจัย และนวตกรรม และผลิตอาหารสัตว์ ของภูมิภาคนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฐานการผลิตสินค้าแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“เวลานี้มีบริษัทที่ผลิตอาหารสัตว์ในประเทศอยู่แล้ว 3-4 ราย ซึ่งลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว มีแนวโน้มที่จะขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เช่นเพ็ดดรีกรี มาร์ เป็นต้น โดยต้องยอมรับว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงในไทยมีอัตราเติบโตมากถึงปีละ 10% ทีเดียว และการส่งออกก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย”นางหิรัญญา กล่าว
เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมคลัสเตอร์อากาศยานใหม่ โดยไม่จำกัดพื้นที่ในการตั้งสถานประกอบการอีกต่อไป จากเดิมที่กำหนดว่าต้องตั้งอยู่ใน 14 จังหวัดที่มีสนามบินหรือใกล้เคียงสนามบินเท่านั้น แต่ด้วยอุตสาหกรรมอากาศยานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในอากาศยานยังมีจำนวนน้อยและยังไม่มีการกระจุกตัวในรูปแบบคลัสเตอร์ที่ชัดเจนเหมือนคลัสเตอร์ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนอากาศยานขนาดกลางและขนาดเล็ก ไม่มีความจำเป็นต้องไปตั้งใกล้สนามบิน ก็สามารถส่งมอบชิ้นส่วนได้
นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยหลายรายกำลังพัฒนาการผลิตเพื่อให้สามารถรับช่วงการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน จึงไม่จำเป็นที่ต้องจำกัดพื้นที่ในสถานที่ตั้งอีกต่อไป เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอากาศยานเติบโตได้รวดเร็วมากขึ้น