นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนช่วงวันแม่ปี 2566 ว่า คนส่วนใหญ่ 65.7% มีแผนจะพาแม่ไปทานข้าว, 30% จะทำกิจกรรมร่วมกัน, 20.3% ไปทำบุญ, 12.7% ไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบปริมาณการใช้จ่ายวันแม่ปี 2566 กับปีก่อนพบว่าลดลงเกือบทุกกิจกรรม เช่น ไปทำบุญ 1,448 บาท ลดลง 12.1% ไปเที่ยวต่างจังหวัด 2,625 บาท ลดลง 6.7% ทำกิจกรรมนอกบ้าน 1,433 บาท ลดลง 8.9% ไปนวด สปา 1071 บาท ลดลง 33.3% อยู่บ้านเฉยๆ 380 บาท ลดลง 15%

ขณะที่จำนวนค่าใช้จ่ายที่ซื้อของขวัญให้แม่ปีนี้ก็ปรับลดลงด้วย เช่นกัน ให้ของขวัญเป็นเงินสด 2,804 บาท ลดลง 3.6% ซื้อพวงมาลัย 190 บาท ลดลง 1.3% ซื้อเครื่องนุ่งห่ม 1,611 บาท ลดลง 3.7% แต่มีการใช้จ่ายซื้อเครื่องดื่มบำรุงร่างกายเพิ่มขึ้น 10% อยู่ที่ 1,566 บาท ซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพ 8,423 บาท เพิ่มขึ้น 23%

ส่วนงบประมาณใช้จ่ายปี 2566 เทียบปีก่อน คนส่วนใหญ่ 42.7% ตอบว่าใช้จ่ายเท่าเดิม, 36.8% ใช้จ่ายลดลง และ 20.6% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยคนที่ตอบว่าใช้จ่ายลดลงนั้นให้เหตุผลว่าต้องการประหยัดเพิ่มขึ้น มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น เศรษฐกิจยังไม่ดี ไม่มีความมั่นคงด้านรายได้ และมีรายได้ลดลง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า คาดว่าช่วงวันแม่ปีนี้จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 10,632.57 ล้านบาท ปรับลดลงจากปีก่อน 2.3% เนื่องจากคนใช้จ่ายระมัดและระวังประหยัดมากขึ้น เพระค่าครองชีพยังสูง และส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้

“ปีนี้เม็ดเงินสะพัดน้อยลงขยายตัวติดลบ 2.3% เหมือนกับปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ไม่ปกติ เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 แสดงว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ มีการฟื้นตัวแบบเคเชฟขาสั่น ซึ่งเราเริ่มเห็นอาการซึมๆ จากปัญหาการเมืองมาตั้งแต่ช่วง มิ.ย.ที่ผ่านมา และยังมีปัญหา ของแพง ค่าไฟ น้ำมันแพง รายได้ไม่พอจ่าย จนคนเริ่มกลัวว่าจะตกงานเข้ามาบั่นทอนเพิ่มอีก รวมทั้งช่วงปลายเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีช่วงวันหยุด 6 วัน คนส่วนใหญ่มีการใช้เงินล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้ปริมาณใช้จ่ายวันแม่ปีนี้ลดลง”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีอาการแผ่วชัดเจน จากยอดซื้อรถยนต์ติดลบต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ซึ่งอาจฉุดให้การส่งออกไทยปีนี้โตติดลบมากกว่า 2% ส่วนจีดีพีปีนี้ ยังคงเป้าหมายที่ 3.5% โดยจะขอรอดูความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนที่จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงกลางเดือนก.ย. 2566

ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย ประกาศรวมคะแนนเสียง 212 เพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไปต่อได้ เพราะมีโอกาสที่จะหาพรรคอื่นเข้ามาร่วมให้มีคะแนนเสียงเกิน 250 ได้ไม่ยาก แต่ต้องรอดูว่า ส.ว. จะโหวตสนับสนุน นายกฯ ที่มาจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ หากไม่ได้ อาจเห็นการส่งไม้ต่อให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีการรวมเสียงพรรคการเมืองต่างๆ ได้มากขึ้นอีก เช่น รวมเสียงจากพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีเงื่อนไขตั้งรัฐบาลไม่เอา 2 ลุง

“คาดว่าประเทศไทยจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และมีการเสนอนโยบายต่อรัฐสภาได้ภายในเดือนส.ค.-ก.ย. 2566 เศรษฐกิจไทยก็จะเดินต่อไปได้ จะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ อาจมียอดสูงถึง 28 ล้านคน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็จะเริ่มกลับมา เพราะปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง เงินสำรองสูง เศรษฐกิจก็ไม่ได้แย่ ขณะที่ เงินเฟ้อต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3.5%”

ส่วนกรณีที่มีการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมคัดค้านการจัดตั้งรัฐบาลในมองว่า บรรยากาศการชุมนุมคัดค้านในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังเป็นไปโดยสันติ ยังไม่มีความรุนแรง เป็นการชุมนุมแบบเคลื่อนย้าย ไม่ปักหลักชุมนุมระยะยาว จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน