นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถึงการเตรียมความพร้อมพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเป็นกลไกที่สร้างรายได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างเร่งด่วน ทอท. ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการลงทุนท่าอากาศยานต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแล ทั้งส่วนของท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2565 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนออกแบบก่อสร้าง

รวมไปถึงโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี โครงการท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 ก่อสร้างอาคาร ผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพิ่มการรองรับเป็น 14 ล้านคนต่อปี และโครงการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ที่จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ เพิ่มการรองรับเป็น 18 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ จากการหารือกับนายเศรษฐาเบื้องต้น ได้กำชับว่า นอกจากจะรับโอน 3 ท่าอากาศยานภูมิภาค (ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานกระบี่ และท่าอากาศยานอุดรธานี) ที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตแล้ว ควรรับโอนท่าอากาศยานที่ขาดทุนด้วย ห้ามรับโอนเฉพาะท่าอากาศยานที่มีกำไร เบื้องต้นคาดว่าท่าอากาศยานใหม่ที่ ทอท. จะเข้าไปบริหารเพิ่มเติมนั้นมีอีก 6 แห่ง อาทิ ท่าอากาศยานพิษณุโลก แม่สอด อุบลราชธานี ขอนแก่น ตรัง และระนอง

ทั้งนี้ เรื่องการเข้าไปบริหารจัดการท่าอากาศยานของ ทย. นั้น ต้องเสนอที่ประชุมครม. ใหม่ และรอฟังนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้งก่อนที่จะดำเนินการเข้าบริหารสนามบิน โดยจะเสนอพร้อมกันทั้ง 9 สนามบิน ซึ่งหาก ครม. ไม่มีปัญหาใด คาดว่าจะสามารถเข้าบริหาร 3 สนามบินแรกได้ภายในปลายปี 2567

นายกีรติ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 28 ก.ย. 2566 ทอท. พร้อมเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) อย่างไม่เป็นทางการ เบื้องต้นจะมีสายการบินให้บริการ 3 สายการบิน ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ สายการบินเวียตเจ็ท และสายการบินเอมิเรตส์ โดยจะให้บริการรวมประมาณวันละ 12 เที่ยวบิน จากนั้นคาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบได้ประมาณเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของ ทสภ. ได้เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี

ขณะนี้ ผู้โดยสารใน 6 ท่าอากาศยานที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ทอท. มีปริมาณรวมกว่า 3 แสนคนต่อวัน ซึ่งเติบโตต่อเนื่อง และปีหน้าคาดว่าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติช่วงก่อนเกิดโควิด -19 ที่มีปริมาณเฉลี่ย 4.5 แสนคนต่อวัน โดยการเติบโตของปริมาณผู้โดยสารดังกล่าว ทำให้ ทอท. ประเมินว่าปริมาณผู้โดยสารในสิ้นปีงบประมาณ 2566 จะสูงเกินกว่าคาดการณ์ไว้ราว 25% เช่นเดียวกับรายได้และกำไรก็จะมีอัตราการเติบโตสอดคล้องกัน

สำหรับภาพรวม 3 ไตรมาสในปีงบประมาณ 2566 ทอท.มีกำไรรวมแล้วกว่า 5 พันล้านบาท โดยแนวโน้มในไตรมาส 4 ปี 2566 ก็ประเมินว่าจะมีทิศทางเป็นบวก ทำให้ ทอท. จะมีกระแสเงินสด ไปใช้หนี้เงินกู้ต่างๆ ที่ดำเนินการกู้มาในช่วงโควิด-19 โดยประเมินว่าในปี 2567 จะเป็นปีที่ ทอท. มีรายได้เป็นบวก มีเงินสดสะสมเหลือเพียงพอใช้ในการลงทุนโครงการต่างๆ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน