นายกฯห่วงข้าวไทยผลผลิตรั้งท้ายแพ้กระทั่งเขมร ธรรมนัส เด้งรับพร้อมส่งพันธุ์ใหม่ออกสู่ตลาดปี 67 ด้านสศก.นำนวัตกรรมปลูกถั่วเหลือง เพิ่มรายได้เกษตรกร 2 เท่า

วันที่ 21 พ.ย.2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีหลังการประชุม ครม.วันนี้ เรื่องผลผลิตต่อไร่ของไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านและคู่แข่งในเอเชีย ไทยแทบจะมีผลผลิตรั้งท้าย แพ้แม้กระทั่งผลผลิตต่อไร่ของกัมพูชา ลาว เวียดนามไม่ต้องพูดถึง เรื่องนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการข้าวได้สะท้อน

“ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีกรมการข้าวที่ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย ทำไมไม่ค่อยมีพันธุ์ข้าวดีๆออกมาแนะนำให้เกษตรกรไทยปลูกนายกฯกำชับหลังการประชุมว่า เมื่อมีการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์แล้วก็ต้องเร่งออกมาใช้ เพราะเห็นตัวเลขผลผลิตต่อไร่แล้ว ดูไม่ได้จริงๆต่ำเกินไป”

นายก

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ฤดูกาลผลิตหน้าในปี 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวเตรียมนำพันธุ์ข้าวที่มีการวิจัยและพัฒนาไว้ออกมาให้ชาวนาใช้ โดยพันธุ์ใหม่ที่จะออกสู่ตลาดเป็นพันธุ์ที่จะสามารถตอบสนองได้ทั้งในเรื่องของผลผลิตต่อไร่ และราคาได้แน่นอน

ด้านนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. รับทราบนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ตลาดโลกต้องการ รวมถึงประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ามากถึง 99% ถั่วเหลือง ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)นำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นาข้าว

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตอาหารจากถั่วเหลืองไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง ร่วมกันศึกษา วิเคราะห์ วิจัย นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาส่งเสริมผลผลิตถั่วเหลืองให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จนสามารถเพิ่มผลผลิตจาก 267 กก.ต่อไร่ เพิ่มเป็น 300-400 กก.ต่อไร่ เป็นผลสำเร็จ เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ราคาสูง ในราคาเฉลี่ย 21-24 บาทต่อกก.ได้ผลตอบแทนสุทธิ ไร่ละ 3,500 – 4,700 บาท ซึ่งมากกว่าผลตอบแทนสุทธิของข้าวเหนียวถึง 2 เท่า

จึงจัดทำโครงการในแคมเปญ “นวัตกรรมเสริมแกร่งถั่วเหลืองไทย เพิ่มรายได้เกษตรกร” โดยโครงการดังกล่าว ได้คัดเลือกพื้นที่อ.แม่ริม และอ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของถั่วเหลืองไทยเป็นพื้นที่นำร่องโครงการฯ

ข้าว

ผลสำเร็จจากแคมเปญครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯจะมีการผลักดัน ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง ไปยังพื้นที่อื่นๆ ของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองสำคัญของไทยต่อไป อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีความต้องการใช้ถั่วเหลืองมากถึง 3.2 ล้านตันต่อปี ขณะที่สามารถผลิตถั่วเหลืองได้เพียง 2-3 หมื่นตันต่อปี

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน