นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ว่า คนส่วนใหญ่ 86% มองว่าบรรยากาศปีใหม่ 2567 จะคึกคักมากขึ้น โดยจะมีเงินสะพัด 105,924 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน 2.8% และสูงสุดในรอบ 4 ปี

แบ่งเป็นการใช้จ่าย 2 กลุ่มหลัก คือ 1.ทำกิจกรรมอื่นๆ และ 2.ท่องเที่ยว โดยในส่วนของทำกิจกรรมอื่นๆ มีมูลค่ารวม 47,745 ล้านบาท ประกอบด้วย การเลี้ยงสังสรรค์ 12,543 ล้านบาท, ทำบุญ 9,109 ล้านบาท, ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 19,418 ล้านบาท, ซื้อสินค้าคงทุน 4,951 ล้านบาท และซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย 1,723 ล้านบาท

ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว มีมูลค่า 58,178 ล้านบาท แบ่งเป็นการท่องเที่ยวในประเทศ 54,074 ล้านบาท และต่างประเทศ 4,104 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายท่องเที่ยวปี 2567 กับปีก่อนหน้าพบว่าคนไทยมีแผนที่ใช้จ่ายเพื่อเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 35,373 บาท/คน จากเดิม 27,168 บาท/คน โดยลดการใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศลงเหลือ 6,023 บาท/คน จากเดิม 10,262 บาท/คน

“ปีใหม่ปีนี้คึกคักแน่นอน เพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวปี 2567 เทียบ 2566 พบว่า สูงขึ้นเป็น 10,301 บาท/คน จากเดิม 6,266 บาท/คน และยังมีการใช้เงินเพื่อจัดเลี้ยงสังสรรค์เพิ่มเป็น 4,027 บาท/คน จากเดิม 3,835 บาท/คน ส่วนการทำบุญปีนี้ก็โดดเด่นมากกว่าปีก่อน คนใช้เงินทำบุญมากขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 1,061 บาท/คน เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ที่มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายช่วงปีใหม่ โดยคนส่วนใหญ่ 93% มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตต่ำกว่า 2.5% เนื่องจากยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ส่วนปี 2567 คน 88% คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่า 3%

ส่วนสิ่งที่ต้องการได้เป็นของขวัญจากรัฐบาล คนส่วนใหญ่ 45.6% ต้องการให้ลดค่าครองชีพสำ หรับผู้มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ,24.6% กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า ลงทุนและท่องเที่ยว, 16.7% ปฏิรูปภาครัฐ ปราบปรามการทุจริต, 11.6% ดูแลค่าจ้าง เงินเดือน และค่าใช้จ่าย และ 1.5% ลดภาษีส่วนบุคคล

สำหรับสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการในปี 2567 ส่วนใหญ่ 12.7% ต้องการให้ดูแลให้มีงานทำ สร้างรายได้, 12.6% การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มเปราะบางเป็นต้น, 11.1% แก้ปัญหายาเสพติด, 10.4% ดูแลค่าครองชีพ เป็นต้น

ส่วนทัศนะต่อมาตรการของรัฐบาลในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ 62.5% มองว่ารัฐบาลสามารถแก้ไขหนี้นอกระบบได้ในระดับปานกลางเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนมาลงทะเบียนน้อย ราวแสนคน รวมมูลหนี้ระดับพันล้านบาทเท่านั้น

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนให้คะแนนความสำเร็จสูงสุด 4 อันดับแรก ได้แก่ 1.นโยบายลดค่าครองชีพ เช่น ลดค่าไฟ ราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล 2.นโยบายแก้หนี้เกษตรกร 3.นโยบายแก้หนี้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และ 4.นโยบายวีซ่าฟรี

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจจะเห็นว่า คนไทย มีปัญหาเรื่องภาระค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือน ส่วนภาคธุรกิจก็มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยที่ผ่านมาก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นปัญหาที่เข้ามาซ้ำเติมค่าครองชีพ และภาระหนี้ของประชาชน และโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ดังนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวดี อยากอ้อนวอนให้ฝ่ายกำกับนโยบายที่ดูแลอัตราดอกเบี้ย รวมถึงธนาคารพาณิชย์ที่ยังมีกำไรจากการดำเนินการ คงอัตราดอกเบี้ยเป็นของขวัญปีใหม่ ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ สามารถลืมตาอ้าปากได้ในปีหน้า รวมทั้งยังเป็นการช่วยลดความร้อนแรงของปัญหาหนี้นอกระบบได้ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน