ลาทีปีเถาะ ในปีที่ดูเหมือนจะมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มดี เพราะนอกจากจะพ้นวงโคจรจากการระบาดหนักของโควิด-19 อย่างเป็นทางการ เครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มขันนอตกลับมาใช้งานกันเต็มสูบอีกครั้ง ยังมีอานิสงส์จากการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงกลางปี ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคการเมืองงัดมาใช้ซื้อใจประชาชน โดยเฉพาะนโยบายปากท้อง เติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

แต่แม้ว่าจะได้ ‘รัฐบาล’ ตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพรรคเพื่อไทยนำธงรบเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคร่วมหน้าเก่า หน้าใหม่ เศรษฐกิจก็ดูจะไม่สดใสอย่างที่คาดไว้เสียทีเดียว เพราะผลพวงแผลใหญ่จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเป็นหนี้เป็นสิน ภาคการคลังก่อหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว เพื่อมาช่วยเยียวยาและประคองเศรษฐกิจ

แต่กระนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ประเทศไทย เพราะเรียงหน้ากระดาน เศรษฐกิจโลกดูจะไม่สดใสเสียทีเดียว ที่กระทบหนักแน่ๆ คือ ภาคการส่งออก ที่ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ จมอยู่กับการขยายตัวแบบติดลบ

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ที่หวังจะคัมแบ๊ก กลับมาโตวันโตคืนเหมือนช่วงก่อนโควิด ก็ดูจะฝันสลาย เพราะตลาดใหญ่อย่างนักท่องเที่ยวจีน ยังคงไม่กลับมาเต็มที่นัก จากปัญหาเศรษฐกิจจีนที่ยังซึมกันต่อ ซ้ำร้ายยังเจอปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามอิสราเอล-ฮามาส รัสเซีย-ยูเครน

มิหนำซ้ำเศรษฐกิจไทยยังถูกฉุดรั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 16 ล้านล้านบาทขยายตัว 3.6% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี อยู่ที่ 90.6% คงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

สินเชื่อเกือบทุกประเภทขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้เพื่ออสังหาริมทรัพย์ และหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนลดลงเล็กน้อย ขณะเดียวกันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ส่งสัญญาณถอนคันเร่งเข้าสู่โหมดซอฟต์แลนดิ้ง-สมูทเทกออฟขยับดอกเบี้ยนโยบายไปสุดอยู่ที่ 2.50% ต่อปี ส่งผลต่อต้นทุนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มผ่อนบ้าน ผ่อนรถ

มาดูบทสรุปส่งท้ายประมาณการเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2566 จากหน่วยงานหลักของประเทศกันโดยละเอียดกันสักหน่อย

เริ่มจากนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในช่วงคาดการณ์ 2.5-3.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 1.4% และดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 1.0% ของจีดีพี

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2566 ขยายตัว 1.5% ต่อเนื่องจากการขยายตัว 1.8% ในไตรมาสที่ 2/2566 ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2566 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9%

มองกันยาวๆ ไปยันปี 2567 สศช. คาดว่า จะขยายตัว 3.2% ในช่วงคาดการณ์ 2.7-3.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออก การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว โดยการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 3.8% มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 35 ล้านคน

ด้านนายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. ประกาศปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2566 เหลือโต 2.4% จากเดิมคาด 2.8%

ขณะที่ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% แต่ถ้ารวมผลของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.8% โดยเป็นการปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.4% และในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 3.1% สาเหตุที่ปรับประมาณการมาจากการท่องเที่ยวที่มาช้ากว่าคาด และโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ล่าช้ากว่าประมาณการเดิม

สำหรับการท่องเที่ยว ในปี 2566 คาดว่านักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 28.3 ล้านคน ปี 2567 ที่ 34.5 ล้านคน ปรับลดลง 5 แสนคน จากประมาณการครั้งก่อน และปี 2568 ที่ 39 ล้านคน และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก โดยปี 2566 คาดว่าการส่งออกจะติดลบ 1.5% ส่วนปี 2567 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 4.3% และในปี 2568 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 3.3%

ด้านกระทรวงการคลัง โดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% คาดว่าจะเหลือการขยายตัวที่ 2.7%

โดยปัจจัยที่เป็นตัวถ่วง คือมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ที่คาดว่าจะหดตัวที่ -1.8% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย ขณะที่การบริโภคภาครัฐอาจหดตัว -3.4% เช่นเดียวกับการลงทุนของรัฐ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้า

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเดินทางเข้าไทยจำนวน 27.7 ล้านคน ขยายตัว 148.3% และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 225.5% จากปี 2565 ส่วนการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ 5.8% รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่คลี่คลายลง สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.9%

ขณะที่ในปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3.2% ต่อปี จากการส่งออกสินค้าจะกลับมาขยายตัวที่ 4.4% ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ทำให้คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง พร้อมกับการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของการท่องเที่ยวไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมี 4 ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่างๆ 2.ความผันผวนของตลาดการเงิน 3.สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ประสบปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และ 4.ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจทำให้เกิดภัยแล้งในปี 2567 ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร

จะเห็นได้ว่าหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ มองในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจในปี 2567 ยังมีแนวโน้มสดใส โดยฝากความหวังไว้ที่ภาคการส่งออกจะกลับมาเป็นแรงหนุนสำคัญ

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นปัจจัยที่เกินจะคาดเดา คงต้องติดตามกันแบบเดือนต่อเดือน รวมทั้งยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัด ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์อาทิ ข้อจำกัดของแรงขับเคลื่อนทางการคลัง จากความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ ประจำปี 2567

ไพ่ตายใบสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจในปี 2567 คือ การเดินหน้ามาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ของรัฐบาล ที่ยังอยู่ในกระบวนการสอบถามความเห็นทางกฎหมาย เพื่อผลักดันร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยหวังว่าจะเป็นยาแรงในการกระตุกการ บริโภค จากเศรษฐกิจที่ยังถกเถียงกันอยู่ว่าวิกฤตหรือไม่ เพราะหากดูข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ที่เติบโตเฉลี่ยราว 1.9% ก็จะมีเม็ดเงินมาดันฟันเฟืองเศรษฐกิจไทย ที่รัฐบาลหวังว่าสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้จีดีพีเติบโตได้ถึง 5%

มุมมองบนเศรษฐกิจปีมังกร ก็ยังคงเต็มไปด้วยสารพัดความเสี่ยงที่พบเจอมาตลอดปี 2566 เช่นเคย

เป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องฝ่าฟันไปให้ได้!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน