นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจในปี 2567 ว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าจะมีจำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 90,000-95,000 ราย เพิ่มขึ้น 5-10% จากปี 2566 ส่วนภาพรวมการลงทุนของชาวต่างชาติในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 คาดว่าจะมีนักลงทุนชาวต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในไทยรวม 1.3 – 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้คาดการณ์ไว้ที่ 2.7-3.7% และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 2.7% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องยังส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง มาตรการภาครัฐด้านต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการบริโภคของภาคเอกชน เช่น โครงการ อี-รีฟันด์ (e-Refund) มาตรการลดหย่อนภาษี (Easy E-receipt) มาตรการแก้หนี้นอกระบบ และนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ที่จะช่วยสร้างกระแสหรือความนิยมและมูลค่าเพิ่มให้กับเรื่องต่างๆ เป็นต้น
“ปีนี้สินค้า และบริการ 3 แทรนด์ที่มาแรง คือ เทรนด์สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี,เทรนด์การใส่ใจสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม และเทรนด์สังคมผู้สูงอายุ หากผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของเทรนด์ต่างๆ คาดว่าจะเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจได้”
อย่างไรก็ตาม จะต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อการประกอบธุรกิจด้วย เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ความผันผวนของตลาดการเงินโลก สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทย รวมทั้งภัยแล้ง รวมถึงภาระหนี้สินต่อครัวเรือนที่สูง ที่ทำให้เกิดความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
นางอรมน กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในปี 2566 ที่ผ่านมา ว่า มีธุรกิจตั้งใหม่ 85,300 ราย สูงที่สุดในรอบ 10 ปี เพิ่มขึ้น จากปี 2565 ถึง 12% มูลค่าทุน 562,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.86% ขณะที่มีธุรกิจเลิกกิจการ 23,380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.86% มูลค่าทุน 160,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.98%
ธุรกิจที่ตั้งใหม่ เป็นธุรกิจขนาดเล็ก SMEs จำนวน 85,233 ราย คิดเป็น 99.92% และขนาดใหญ่ L จำนวน 67 ราย 0.08% โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่ มากที่สุด 5 อันดับแรกคือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 6,524 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 6,393 ราย ภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 4,001 ราย ธุรกิจให้คำปรึกษา จำนวน 2,046 ราย และธุรกิจตัวแทนนายหน้า จำนวน 1,943 ราย
ทั้งนี้ แบ่งเป็นการจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ 25,120 ราย 29% และ ภูมิภาค 60,180 ราย 71% หากพิจารณาตามเขตภูมิภาค แบ่งออกเป็น 6 ภาค คือ ภาคกลาง มีสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจสูงสุด รองลงมาภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตก โดยทุกภาคมีอัตราการสูงขึ้นจากปี 2565 ที่ผ่านมา ยกเว้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีอัตราการเติบโตลดลง
เฉพาะกรุงเทพมหานคร พบว่าเขตที่มีการจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1. เขตวัฒนา 1,632 ราย เขตห้วยขวาง 1,277 ราย และ เขตคลองสามวา 993 ราย โดย 3 อันดับที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่ เขตธนบุรี เติบโต 51.61% เขตห้วยขวาง เติบโต 51.48% และ เขตพระโขนง เติบโต 32.01% โดย 5 ธุรกิจที่น่าสนใจและมีการอัตราการเติบโตของการจัดตั้งสูงสุด 5 อันดับแรกในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แก่ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจผับบาร์สถานบันเทิง ธุรกิจขนมอบและเบเกอรี่ ธุรกิจเกม ของเล่น รวมถึงโมเดลสะสม และ ธุรกิจจัดหางาน
ส่วนพื้นที่ภูมิภาค จังหวัดที่มีการจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ภูเก็ต และจ.นนทบุรี โดยจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนการจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จ.ภูเก็ต เติบโต 40.82% จ.สุราษฎร์ธานี เติบโต 32.16% และ จ.พังงา เติบโต 21.99% ซึ่ง 3 จังหวัดดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และจังหวัดที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ