นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค. 2567 ว่า อยู่ที่ระดับ 60.5 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 เนื่องจากความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง 40 สว. เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี รวมถึงราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้ออาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเข้าสู่วัฎจักรขาลง ยังระบุไม่ได้ว่าจะลดลงไปถึงจุดไหน ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจไม่มั่นใจสะท้อนจากตลาดหลักทรัพย์ที่มีการเทขายหุ้น จากผลของความไม่นิ่งของการเมืองไทย ยังบอกไม่ได้ว่าความเชื่อมั่นจะกลับมาเมื่อใด ต้องรอคำตัดสินของศาล กรณีคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี กรณีพรรคก้าวไกล กรณีอดีตนายกฯ ทักษิณ และกรณีการเลือกส.ว. และดูว่าหลังจากนั้นจะมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ หรือไม่”

ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรอง เร่งรัดงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐให้ได้ 70% จากเป้า 7 แสนล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงิน 4-5 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้เป็นต้นไป และถ้าการเมืองนิ่ง และมีการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนมากพอ ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 และต้นปีหน้า ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ขยายตัวที่ 2.6% และหากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามาในไตรมาส 4 เชื่อว่า จีดีพี จะเติบโตได้ 3.0-3.2%

นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนพ.ค. 2567 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของหอการค้าทั่วประเทศ ว่าดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 55.1 ลดลงจากระดับ 55.3 ในเดือนเม.ย. 2567 โดยดัชนีลดลงทุกภูมิภาค จากปัจจัยลบกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดจีดีพีปี 2567 เหลือ 2.5%, ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง และราคาดีเซลขายปลีกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 บาท/ลิตร มาอยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตร ในช่วงสิ้นเดือนเม.ย. 2567

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน