เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท กัลฟ์ เอดจ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกัลฟ์ ได้ร่วมกับ Google Cloud พัฒนาผลิตภัณฑ์ Sovereign Cloud แห่งแรกในประเทศไทยที่มีเทคโนโลยี AI ภายในผลิตภัณฑ์และการวิเคราะห์ในตัว ผ่านการให้บริการคลาวด์ประเภท Google Distributed Cloud air-gapped (“GDC air-gapped”) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Google Sovereign Cloud ที่ทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมตามความต้องการของผู้ใช้งานคลาวด์และตัดขาดจากการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสาธารณะโดยสิ้นเชิง เงินลงทุนรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 10,000 ล้านบาท มีกำหนดเริ่มให้บริการฐานข้อมูล (Data center) เดือนมี.ค. 2568 และเปิดให้บริการระบบ Google Cloud ได้เต็มรูปแบบเดือนมิ.ย. 2568
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เป็นสิ่งเน้นย้ำความมุ่งมั่นของกัลฟ์ ในการเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือกับ Google ในผลิตภัณฑ์ GDC air-gapped เกิดจากการที่เราเล็งเห็นถึงความสามารถที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ ที่สามารถแยกการทำงานออกจากอินเตอร์เน็ตสาธารณะโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ทำให้เราสามารถจัดการกับงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวกับข้องกับธุรกิจด้านพลังงานและสาธารณูปโภคที่สำคัญ อีกทั้งยังสามารถรักษาความปลอดภัยและตอบสนองความต้องการและปริมาณการใช้งานของคลาวด์ที่ยืดหยุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จในการให้บริการ GDC air-gapped ในประเทศไทยถือเป็นบันไดก้าวสำคัญของประเทศ เพราะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางดิจิทัลให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศ ในมุมของบริษัทยังเป็นการสร้างโอกาสที่สำคัญในการเติบโตทางธุรกิจได้ด้วย

“ความร่วมมือดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนบันไดก้าวแรก ที่จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ กับทาง Google Cloud โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศในอนาคต ซึ่งมั่นใจว่าการประกาศความร่วมมือครั้งนี้ จะปูทางให้กัลฟ์ เอดจ์ และ Google Cloud สามารถขยายการดำเนินงานทางธุรกิจไปยังบริการด้านอื่นๆ ในระบบนิเวศคลาวด์ในอนาคตได้ ทั้งด้าน AI และด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity) สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพ นำไปสู่การที่ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมดิจิทัลในระดับภูมิภาค”
ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นการรวมจุดแข็งของ Google Cloud ทางด้าน AI ที่ล้ำสมัยสำหรับองค์กร โครงสร้างพื้นฐาน นักพัฒนา ข้อมูล ความปลอดภัย และเครื่องมือการทำงานร่วมกันระดับองค์กร เข้ากับความเป็นผู้นำของ กัลฟ์ ในด้านการผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาด ศูนย์ข้อมูล และโทรคมนาคมผ่านบริษัทในเครือ
โดยการทำงานของ GDC air-gapped จะรักษาความปลอดภัยหลายชั้น เพื่อให้ได้รับการควบคุมสูงสุด ซึ่งยังคงเป็นไปตามกฎระเบียบของไทย และปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับ รวมถึงความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์ ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ความปลอดภัยของแอพพลิเคชัน ความปลอดภัยเครือข่าย การเข้ารหัส การระบุตัวตนและการจัดการการเข้าถึง การดำเนินการด้านความปลอดภัย การดำเนินการที่เชื่อถือได้ และการตรวจสอบและทดสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด
นอกจากนี้ GDC air-gapped จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์หลัก (เช่น Workbench, Pipelines, Predictions) ของ Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการพัฒนา AI แบบ end-to-end ของ Google Cloud ได้ เพื่อช่วยในการพัฒนาและปรับใช้การเรียนรู้ของเครื่องขั้นสูง (Machine Learning: ML) และแอปพลิเคชันสำหรับการค้นหาด้วย Generative AI อย่างรวดเร็วตามความต้องของผู้ใช้ โดยโมเดล ML ที่ผ่านการเรียนรู้ล่วงหน้า (Pre-trained) สำหรับ Speech-to-Text, การแปลภาษา และ optical character recognition (OCR) นั้นสามารถรองรับได้มากกว่า 100 ภาษา รวมถึงภาษาไทย เช่นเดียวกับ Gemma ซึ่งเป็นโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สที่ล้ำสมัยของ Google ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ ยังสามารถเข้าถึงทรัพยากรฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ Google Cloud ได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในสภาพแวดล้อม air-gapped ไม่ว่าจะเป็น Google Kubernetes Engine (GKE), NVIDIA Tensor Core GPU, ระบบจัดการฐานข้อมูล AlloyDB Omni แบบพกพา และ Dataproc สำหรับการเรียกใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบโอเพนซอร์ส