นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิ.ย. 2567 อยู่ที่ระดับ 87.2 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 88.5 เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยมีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวช้า จากอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ จากปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย รถยนต์ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่งผลให้การบริโภคในประเทศชะลอลง
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประสบปัญหาสภาพคล่อง ขาดเงินหมุนเวียนในกิจการ และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ อีกทั้งปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเรือขนส่งสินค้ายังเป็นปัญหาต่อเนื่อง ทำให้ค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ
สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 93.4 ปรับตัวลดลง จากเดือนก่อนคาดการณ์อยู่ที่ 95.7 ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2564 โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านต้นทุนประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประกอบกับความไม่แน่นอนของปัญหาทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และห่วงโซ่การผลิตในตลาดโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน รอบใหม่ จากการที่สหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม อาจทำให้สินค้าจากจีนเข้ามาแข่งขันในไทยเพิ่มขึ้น
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มต่างๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกเส้นทาง อาทิ ออกมาตรการอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐให้ได้ตามเป้าหมาย และให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณากำหนดระยะเวลาการส่งมอบงานให้เร็วขึ้น เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้ทันภายในเดือนก.ย.2567
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการป้องกันสินค้าต่างชาติที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศ เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand หรือ MiT) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กที่น่าเป็นห่วง เห็นได้จาก 5 เดือนแรกของปีนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่เพียง 29% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 30% คิดเป็นจำนวน 5 ล้านตันเศษเท่านั้น ถือว่าต่ำมาก เทียบกับกำลังการผลิตอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านตันต่อปี
ขณะที่ความต้องการใช้เหล็กในประเทศปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 16-16.1 ล้านตัน เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 16.3 ล้านตัน และเทียบ 7-8 ปีก่อนอยู่ที่เกือบ 20 ล้านตัน เป็นการถดถอยลดลงต่อเนื่อง ยิ่งหากสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ค่อยดี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้เหล็กอยู่ประมาณ 20% จะทำให้อุตสาหกรรมเหล็กมีโอกาสถดถอยมากขึ้น