นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนก.ค. 2567 ว่า ดัชนีปรับตัวลดลงจากระดับ 58.9 เป็น 57.7 เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ย. 2566 เป็นต้นมา
เนื่องจากผู้บริโภคกังวลว่าการเมืองไทยอาจจะขาดเสถียรภาพ จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตเกี่ยวกับกรณี การยุบพรรคก้าวไกล และความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ค่าดัชนีที่ยังต่ำกว่า 100 ผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจฟื้นช้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน รวมทั้งราคาพลังงานยังปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน และมีความกังวล สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
“ความเชื่อมั่นผู้บริโภคตกลงเพราะคนกังวลว่าการเมืองไทยในอนาคตอาจจะขาดเสถียรภาพจากกรณีนายกรัฐมนตรี และยังมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางขาลง เพราะการเบิกจ่ายงบประมาณยังไม่มาก อาจจะสุ่มเสี่ยงทำให้จีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 2.5% ได้หากรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน รวมทั้งขณะนี้ยังเกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกเปราะบาง จากเศรษฐกิจสหรัฐที่ถดถอย อัตราการว่างงานที่พุ่งสูง เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกที่ตกลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดเอเชียตกลงมากถึง 5%”
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มั่นใจว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ของรัฐบาลจะสามารถเดินหน้าได้ตามปกติ โดยคาดว่าจะมีการเริ่มใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบ ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2567 เป็นต้นไป โดยประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะใช้เงินทันทีในเดือนแรก 80% ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 2-2.5 แสนล้านบาท และคาดว่าการใช้จ่ายในช่วง 3 เดือนแรก ที่จะยาวไปจนถึงเดือนม.ค. และก.พ. 2568 จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบรวมทั้งสิ้น 3-4 แสนล้านบาท ช่วยผลักให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตเพิ่มขึ้น 0.5-0.7% โดยมีอัตราการเติบโตโดยรวม เพิ่มขึ้นเป็น 2.6-2.8% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.4-2.6%
ทั้งนี้ จะต้องจับตาผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกรณี ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะทำให้การเมืองไทยเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองราว 4 เดือน ส่งผลกระทบต่อการบริหารเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม โดยอาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตลดลง 0.3% โดยทั้งปีนี้อาจจะขยายตัวได้เพียง 2% ส่วนผลการตัดสินกรณียุบพรรคก้าวไกลเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากนัก