นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมการแข่งขันในตลาดแฟชั่นยังสูงต่อเนื่อง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อจะไม่ขยายตัวมากนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินค้าแบรนด์อินเตอร์ ในขณะที่สินค้าแบรนด์ในราคาเข้าถึงง่ายยังเติบโตได้ดี ทำให้บริษัทต้องรุกตลาด เพื่อรับมือกับการแข่งขันด้วยการออกสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ๆ สม่ำเสมอ โดยต่อปีได้เพิ่มการคอลเล็กชั่นใหม่ที่เป็นการร่วมมือ หรือ คอลลาบอเรชั่นกับพันธมิตร 2-3 คอลเล็กชั่น
ล่าสุด ออกคอลเล็กชั่น Mc x Ananda (แม็ค x อนันดา) เป็นการคอลลาบอเรชั่น ระหว่างแม็คยีนส์ และ แบรนด์แอมบาสเดอร์ อนันดา เอเวอริงแฮม ที่นำลายยันต์ไทย ที่สะท้อนความเชื่อ และสตรีตแฟชั่นต่อยอดแคมเปญ My Mc My Way โดยเป็นลิมิเต็ดอิดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัด 10,000-20,000 ตัว
“ปีนี้เป็นปีที่ 2 กับการที่ อนันดา เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ จึงได้คอลลาบอเรชั่น เป็นสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ เพื่อสื่อสารความเชื่อแบบไทย เป็นลวดลายยันต์ไทยที่มีเอกลักษณ์ ศิลปะวัฒนธรรมแบบไทยที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ที่ถูกถ่ายทอดสู่สัญลักษณ์ในเชิงแฟชั่นที่จับต้องได้ คาดว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนคอลเล็กชั่นขายหัวเราะ ที่มียอดขายเติบโต 80%ขณะเดียวกันจะสามารถสร้างสีสันดึงลูกค้าเข้าร้านได้”
นอกจากนี้ ในเดือนหน้าจะมีสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่เพิ่มอีก และเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ และครั้งนี้เป็นผู้หญิง เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่แตกต่างจากพรีเซนเตอร์คนปัจจุบัน สำหรับผลประกอบการปี 2566 ที่ปิดเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับเป้าหมาย คือ เติบโตตัวเลข 2 หลัก ส่วนปี 2567 ยังเดินหน้าตามเป้าหมาย แม้ว่าจะมีปัจจัยที่น่ากังวล คือ เรื่องการควบคุมต้นทุน ในภาวะที่ตลาดโลกเหวี่ยง
ในขณะที่กำลังซื้อไม่กังวลมาก เนื่องจากบริษัทยังมีฐานลูกค้าที่แข็งแรง โดยมีฐานสมาชิกที่มีอยู่ 1.6-1.7 ล้านคน ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมาก และมียอดใช้จ่ายที่ 1,500-1,600 บาท/ครั้ง ส่วนภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคต้องดูว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะมีผลเดือนพ.ย. นี้ จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้มากน้อยแค่ไหน