เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ส.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ได้แถลงความสำเร็จของการขับเคลื่อนมาตรการดูแลพืชเกษตรปี 2567 ร่วมมือกับเครือข่ายภาครัฐและเอกชนรายใหญ่กว่า 12 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 27 หน่วยงาน

โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการดูแลสินค้าเกษตร ตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม มีประชากรกว่า 27 ล้านคน หรือ 40% อยู่ในภาคการเกษตร มีปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลัก 87.7 ล้านตัน ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม ยางพารา และพืชรอง 8.24 ล้านตัน ได้แก่ ผลไม้ พืช 3 หัว และผัก รวมปีละกว่า 96 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9% ของจีดีพี และไทยสามารถสร้างรายได้จากส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม ในปี 2566 กว่า 1.69 ล้านล้านบาท

โดยมีการวางแผนการจัดผลผลิต ทำปฏิทินสินค้ารู้ว่าแต่ละเดือน แต่ละช่วง สินค้าอะไรจะออกสู่ตลาด และได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการไว้ล่วงหน้า ไม่รอให้เกิดปัญหา โดยร่วมมือกับเครือข่ายภาครัฐและเอกชนรายใหญ่กว่า 12 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 27 หน่วยงาน ให้ช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตกร ไปจำหน่าย แปรรูป หรือเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งแต่ละบริษัทมีงบประมาณในส่วนนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นกลไกใหม่ในการช่วยดูดซับผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

“วันนี้เศรษฐกิจซบเซา คนขาดกำลังซื้อ ซึ่งประเทศไทยมีเกษตรกรมากถึง 40% เราจึงต้องเร่งเพิ่มรายได้ให้กับคนในฐานรากอย่างเกษตรกรซึ่งเป็นคนตัวเล็ก โดยทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ และเอกชน เช่น ปั๊มน้ำมัน ห้างค้างปลีกค้าส่ง โรงแรม โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นคนตัวใหญ่ให้เข้ามาช่วยดูดซับพืชเกษตรหลัก และพืชเกษตรรองนำไปกระจายต่อ ผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น คาดว่าผลสำเร็จจากมาตรการ สินค้าเกษตร ทั้งพืชหลัก พืชรอง ครั้งนี้จะทำให้เกษตรกร กว่า 7.4 ล้านครัวเรือน มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,053,896 ล้านบาท โดยมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนเกือบ 2 แสนล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินในการ จำนำสินค้าเกษตร หรือประกันราคาสินค้าเกษตร”

อาทิ ชาวนา รายได้เพิ่มขึ้น 14% รวมมูลค่า 408,688 ล้านบาท ชาวสวนยางรายได้ เพิ่มขึ้น 51% รวมมูลค่า 227,634 ล้านบาท ชาวสวนผลไม้ รายได้เพิ่มขึ้น 29% รวมมูลค่า 211,158 ล้านบาท และเกษตรกรผู้ปลูกพืช 3 หัวคือ หอม กระเทียม และหอมใหญ่ รายได้ เพิ่มขึ้น 1% รวมมูลค่า 9,820 ล้านบาท”

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า การดูแลพืชเกษตรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เข้ามารับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรทั้งพืชหลัก พืชรอง และพืช 3 หัว ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ย 15,221 บาท/ตัน สูงสุดในรอบ 5 ปี ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 12111 บาท/ตัน สูงสุดในรอบ 20 ปี ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 13614 บาท/ตัน สูงสุดในรอบ 4 ปี ยางแผ่นดิบ ราคา 77.5 บาท/ก.ก. น้ำยาง ราคา 70.14 บาท/ก.ก. สูงสุดในรอบ 10 ปี ปาล์มน้ำมัน ราคา 5.51 บาท/ก.ก. สูงสุดในรอบ 10 ปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 11.2 บาท/ก.ก. มันสำปะหลัง ราคา 2.75-3.15 บาท/ก.ก. และยังได้แก้ช่วยแก้ไขปัญหาโรคใบด่าง ด้วยการจัดหาท่อนพันธุ์ทนทานและต้านทานโรค

ส่วนผลไม้ราคาก็ปรับสูงขึ้นเกือบทุกตัว โดยเงาะราคา 36 บาท/ก.ก. สูงสุดในรอบ 5 ปี ลำไย ราคา 40 บาท/ก.ก. สูงสุดในรอบ 5 ปี สับปะรด ราคา 12 บาท/ก.ก. สูงสุดในประวัติศาสตร์ ทุเรียน ราคา 181 บาท/ก.ก. สูงกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 150 บาท/ก.ก. มังคุด ราคา 80 บาท/ก.ก. สูงกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 73 บาท/ก.ก.

สำหรับเครือข่ายพันธมิตร คนตัวใหญ่ ที่ช่วยคนตัวเล็ก จำนวน 12 กลุ่มธุรกิจ 20 เครือ 27 หน่วยงาน อาทิ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าในเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจปั๊มน้ำมัน ได้แก่ ปตท. พีที บางจาก ซัสโก้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน กลุ่มธุรกิจหมู่บ้าน-คอนโดฯ ได้แก่ แสนสิริ แอสเซทไวส์ เสนา ไอริส ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง และห้างท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐพันธมิตร อาทิ กรมราชทัณฑ์ โดยมีเป้าหมายช่วยดูดซับเชื่อมโยงผลไม้ พืช 3 หัว ผัก เป้าหมาย 321,579 ตัน แยกเป็นผลไม้กว่า 2 แสนตัน พืช 3 หัว 2 หมื่นตัน ผัก 3 หมื่นตัน มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

โดยปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วในส่วนของทุเรียน และจะทยอยส่งมอบมังคุด ลำไย ไปจนถึงสิ้นก.ย. นี้ รวม 33,500 ตัน ไปยังเรือนจำ ธนาคาร ห้าง โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม โรงพยาบาล บริษัทเอกชนรายใหญ่ และมีแผน ส่งมอบต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ทั้งผลไม้ ส้ม ลองกอง พืชผัก พืช 3 หัว หอมแดง กระเทียม หอมใหญ่ ที่จะเริ่มออกมากในช่วงสิ้นปีไปจนถึงต้นปีหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน