กลุ่มไทยเบฟลงทุน 18,000 ล้านในปี 2568 เพิ่มมากกว่าเท่าตัวจากทุกปี เสริมแกร่งธุรกิจไม่มีแอลกอฮอล์ และนม เดินหน้าสร้างฟาร์มโคนมในมาเลเซีย มุ่งหน้ากลุ่มธุรกิจครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์หลังรวมเอฟแอนด์เอ็นเข้ามา เดินหน้าผู้นำในอาเซียนตามแผน PASSION 2030
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่มไทยเบฟ เปิดเผยว่า กลุ่มไทยเบฟเตรียมงบลงทุนไว้ 18,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2568 (เดือนต.ค. 2567-ก.ย. 2568) ซึ่งเป็นงบฯ ที่เพิ่มขึ้นจากต่อปีจะลงทุนประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยงบลงทุนที่เพิ่มมาจากจะเป็นในกลุ่มธุรกิจครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อเดินหน้าความเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารในระดับภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ หลังจากกลุ่มไทยเบฟได้ทำการโอนหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ เอฟแอนด์เอ็น ในสิงคโปร์ ให้กับบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ มีแผนจะมุ่งเน้นการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของเอฟแอนด์เอ็นเข้ากับไทยเบฟ ซึ่งจะเสริมแกร่งศักยภาพในการแข่งขันของกลุ่มในธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์นม จากเดิมที่มีสัดส่วนรายได้ที่ 7% เพิ่มมาเป็น 20% ของรายได้รวมของกลุ่มไทยเบฟ ดังนั้นจะใช้งบลงทุน 8,000 ล้านบาทสำหรับฟาร์มโคนม ที่ประเทศมาเลเซีย ถือว่าเป็นการลงทุนใหญ่ในปีงบประมาณ 2568
ส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนโรงงานนม และชาเขียวในประเทศกัมพูชา เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และขยายตลาดของกลุ่มให้หลากหลายมากขึ้น พร้อมกันนี้ เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเบียร์ ซึ่งเล็งเห็นโอกาสตลาดเบียร์ ที่กัมพูชาเติบโตเร็วที่สุดและใหญ่เป็นอันดับ 4 ของอาเซียนเมื่อวัดจากปริมาณขาย โดยมีปริมาณการบริโภครวมต่อปีประมาณ 10 ล้านเฮกโตลิตรและได้เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตเบียร์ในกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี 2569 และมีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 50 ล้านลิตร เมื่อเปิดดำเนินการ ส่วนที่เหลือจะเป็นการลงทุนธุรกิจร้านอาหาร และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“ไทยเบฟต่อยอดความสำเร็จจากแผน PASSION 2025 ด้วยการเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนสู่ PASSION 2030 ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานของกลุ่มเพื่อมุ่งสู่การสู่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า ด้วยการกระจายสินค้าด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่ง พัฒนาการส่งมอบสินค้า และบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่พร้อมแข่งขันทั้งในด้านต้นทุนและการให้บริการที่มีคุณภาพ”
สำหรับแผน PASSION 2030 ไทยเบฟยังจะมุ่งในเรื่องดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต (Digital for Growth) โดยกลุ่มมีความตั้งใจที่จะขยายการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้ รวมถึงประยุกต์ใช้ระบบขายอัตโนมัติ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต การดำเนินงาน รวมถึงการกระจายสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในช่องทางต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมทุกช่องทาง รวมทั้งเจาะตลาดได้อย่างครบวงจรไร้รอยต่อ
สำหรับผลประกอบการ 3 ไตรมาสแรก ปี 2567 (ปีงบประมาณ ต.ค. 2566-มิ.ย. 2567) บริษัทมีรายได้จากการขาย 217,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากปีก่อน ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ 38,595 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกัน 2.2% อย่างไรก็ดียอมรับว่าปัจจุบันการจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเบาบางลง แต่เชื่อมั่นว่าอนาคตอันใกล้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นได้จากมาตรการเงินหมื่นบาทที่มองว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดการหมุนตัวของเศรษฐกิจ