นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ภาคธุรกิจส่งออกน่าจะเติบโตได้ดี ส่วนภาคธุกิจท่องเที่ยวน่าจะมีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเดือนละ 4 ล้านคนใกล้แตะช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และทั้งปีน่าจะแตะที่ 36 ล้านคน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเข้ามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจาก 4 เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 น่าจะอยู่ที่ 3%+- โดยไม่น่ากังวลใจ
แต่อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา คือ 1.ผลการเลือกตั้งในสหรัฐ วันที่ 5 พ.ย.นี้ 2.ความท้าทายจากภาวะสงคราม และ 3.เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอ ทั้งนี้ โดยเฉพาะปัจจัยการเลือกตั้งในสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหากผลการเลือกตั้งเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่าสงครามภูมิรัฐศาสตร์ จะลดความร้อนแรงลง เอกชนมีความมั่นใจขยายการลงทุนมากขึ้น เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น การส่งออกของไทยก็จะดีขึ้น แต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีน จะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งไทยจะได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของจีนมาไทย
ขณะที่หากเป็น นางคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้ง เชื่อว่าสงครามจะลุกลามรุนแรงขึ้น และจะกระทบต่อภาคการลงทุน ดังนั้นคงต้องจับตาจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันจากนี้
นายกอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ปี 2567 ธนาคารกรุงเทพ ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะทิศทางการเติบโตของสินเชื่อในภาพรวม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มรายได้จากสินเชื่อในต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 25% เนื่องจากธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อจากกิจการธนาคารในต่างประเทศ (IBG) ที่ 12% และอีก 12% เป็นสินเชื่อจากธนาคารเพอร์มาตา ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งธนาคารกรุงเทพ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยปัจจุบันพบว่าการเติบโตของสินเชื่อในปีที่ผ่านทำได้ดีมากถึง 10% และส่งรายได้ให้ธนาคารหลายพันล้านบาท
ดังนั้นสุดท้ายสินเชื่อต่างประเทศจะโตขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ที่ผ่านมาในส่วนของค่าเงินบาททำให้สัดส่วนนี้สวิง อย่างล่าสุดสินเชื่อโดยรวมในไตรมาส 3 ธนาคารกรุงทพ อาจจะลดลงเล็กน้อยเป็นสาเหตุจากปลายไตรมาส ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาที่ระดับ 32 บาท แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 33.80 บาท ทำให้สินเชื่อต่างประเทศเริ่มกลับมาอีกครั้ง
“โดยรวมต่างประเทศทำให้ธนาคารกรุงเทพ สามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี เพราะโอกาสของต่างประเทศในขณะนี้ และยิ่งธนาคารกรุงเทพ มีธนาคารในประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เราสามารถหยิบฉวยโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย มาเป็นของเราได้ เพราะเรารู้จักนักธุรกิจที่นั่นจำนวนมาก ประกอบกับผู้ประกอบการเหล่านี้ก็กำลังขยายโรงงาน นิคมอุตสหากรรม ตลอดจนลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคทั้ง ท่าเรือ สนามบิน โรงไฟฟ้า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพันธมิตรของธนาคารทั้งหมด”
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันธนาคารเพอร์มาตาประเทศอินโดนีเซีย มีสัดส่วนสินเชื่อถึง 50% ของกิจการธนาคารในต่างประเทศ (IBG) ดังนั้นเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซีย ที่คาดการณ์กันว่าจะเติบโตได้กว่า 6% ที่สำคัญเป็นการเติบโตจากการลงทุน ซึ่งคล้ายกับไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยเป็นการลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ของประเทศซึ่งการโตในลักษณะนี้ สามารถสร้างการเติบโตให้กับภาคเอกชนได้เป็น 2 เท่ากว่า ดังนั้นโอกาสการเติบโตของสินเชื่อจะมีมากกว่า 10% ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารเพอร์ดา อินโดนีเซีย ที่จะเห็นว่าจะใกล้เคียง 10% ขณะที่เมื่อเทียบกับภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อไทยเพียง 3%
นายกอบศักดิ์ กล่าวด้วยขณะนี้การขยายตัวของสินเชื่อในไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากในบางกลุ่มธุรกิจ เช่นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอี เติบโตได้อย่างยากลำบาก รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคลสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรายย่อย ก็ไม่เติบโต ส่วนหนึ่งเป็นผลจากธนาคารค่อนข้างเข้มงวด เนื่องจากอัตราหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงแล้ว ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ จะยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะที่มีการลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นตราบใดที่เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เติบโต ความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้ก็ยังไม่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย เชื่อว่ารายได้ของประชากรในประเทศเหล่านี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต