เมื่อเวลา 12.30 น. (เวลาท้องถิ่นเปรู) วันที่ 14 พ.ย. 2567 ณ ศูนย์ประชุมลิม่าคอนเวชั่นเซ็นเตอร์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้หารือกับนางแคทเธอรีน ไท ผู้แทนการค้าสหรัฐ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า

โดยภายหลังการหารือนายพิชัยกล่าวว่า ฝ่ายไทยได้ขอให้สหรัฐ พิจารณาการต่ออายุโครงการ GSP ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อปี 2563 เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งสหรัฐรับที่จะนำกลับมาดำเนินการให้ไทย เช่นกัน

รวมทั้งขอให้ส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่สหรัฐ ให้ความสำคัญ ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปกและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 14-16 พ.ย. 2567 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

“ไทยและสหรัฐ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับสหรัฐ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ระหว่างกัน โดยในการหารือไทยได้แสดงความยินดีต่อการสรุปผลแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ที่ทั้ง 2 ประเทศได้ดำเนินการร่วมกัน รวมทั้งได้ขอให้สหรัฐอเมริกาปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List) ด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสหรัฐรับปากที่จะรีบดำเนินการให้เพราะไทยได้ทำตามที่สหรัฐต้องการเนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ ซึ่งสหรัฐรับที่จะนำกลับมาดำเนินการให้ไทย เช่นกัน

นายพิชัยกล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้ ไทยได้แจ้งสหรัฐว่าไทยพร้อมเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของสหรัฐ เช่น ดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ผมได้ขอบคุณบริษัทดิจิทัลสัญชาติสหรัฐ อย่างบริษัท Google และ Amazon ที่ได้ยืนยันแผนการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของภูมิภาค พร้อมทั้งได้เชิญชวนบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ อื่นๆ เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มอีกปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม ตนเตรียมจะเดินทางไปงานสหรัฐ ในช่วงเดือนก.พ. 2568 ซึ่งจะมีโอกาสได้เจอกับผู้นำทางการค้า ซึ่งได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยกันไว้ก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็นการไปพูดคุยว่าไทยเป็นมิตร และบริษัทในสหรัฐจะมาลงทุนในไทยเยอะ จึงควรจะเอื้อประโยชน์ให้ไทย ซึ่งหากจะเกิดสงครามการค้า ให้มองข้ามไทยไป นี่คือแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็ให้นโยบายในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด

ในปี 2566 สหรัฐ เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน โดยมีมูลค่าการค้ารวม 67,659.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐ 48,352.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

ขณะที่สหรัฐ เป็นแหล่งนำเข้าลำดับ 3 ของไทย มีมูลค่าการนำเข้าจากสหรัฐฯ 19,307.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน