ผ่านพ้นปี 2567 ไปอีกปีอย่างมีค่า (น้ำมัน & ไฟฟ้า) ในชีวิต
ปี 2568 ทิศทางราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ถามนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PRISM คาดว่าราคาน้ำมันโลกจะมีความผันผวนมากจะเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดี มาตรการกีดกันทางการค้ากับจีน และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่านที่เข้มข้นขึ้น รวมทั้งกลุ่มโอเปกพลัสที่พร้อมทบทวนนโยบายการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อรักษาสมดุลราคาน้ำมันโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ด้าน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระ มองแนวโน้มราคาพลังงานปี 2568 น่าจะผันผวนมากเป็นพิเศษ หรือเรียกว่าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยส่วนตัวประเมินราคาน้ำมันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่หากสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นก็มีโอกาสผันผวนขึ้นไปสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ท่ามกลางทั่วโลกหันหน้ามุ่งสู่พลังงานสะอาด เพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยกระตุ้นเร้าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) ที่ปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 100 g/km คิดอัตราภาษีสรรพสามิต 6% ปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101-120 g/km คิดภาษี 9% โดยผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทในเครือต้องลงทุนในไทยเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2570
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบอ่อน (MHEV) หรือระบบเครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 100 g/km คิดภาษี 10% ปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101-120 g/km คิดภาษี 12% โดยต้องลงทุนในไทยเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2569 และไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2571
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบขยายเวลาการผลิตชดเชยตามมาตรการ EV3 ให้สามารถโอนการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขมาตรการ EV3.5 ในอัตราส่วน 2 เท่า ภายในปี 2569 หรือ 3 เท่า ภายในปี 2570 (จากเดิมกำหนดให้ต้องผลิตชดเชย 1:1 เท่า นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 1 คัน ภายในปี 2567 หรือ 1:1.5 เท่า ภายในปี 2568) และระงับการให้เงินอุดหนุนจนกว่าจะผลิตชดเชยได้ครบตามจำนวนที่ได้รับสิทธิขยายเวลา
จะยิ่งดีขนาดไหน…ถ้าคนไทยได้ใช้รถยนต์อีวี และทุกบ้านได้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดที่อยู่รอบตัวเรา ตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2608

เพราะปัจจุบันค่าไฟที่เรียกเก็บอัตรา 4.18 บาท/หน่วยของไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พรรคการเมืองใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศของทุกรัฐบาลนั้น เป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นหลักเกือบ 70% ที่ไทยต้องนำจากต่างประเทศในราคาแพง เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลที่ยังตรึงไว้ไม่ให้ทะลุเพดาน 30 หรือ 33 บาท/ลิตรบ้างตามสถานการณ์
ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลก็พยายามที่จะตรึงราคาน้ำมันและค่าไฟเอาใจประชาชน เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงไว้ โดยไม่ได้ทำให้คนตระหนักรู้ถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าความยั่งยืน
ดังนั้น ถ้าเลือกเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ามาจากพลังงานสะอาด ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญประชาชนต้องจ่ายในราคาที่เหมาะสมได้ ก็น่าลองเปิดใจพิจารณา
นอกจากก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลัก และน้ำมันดีเซลที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำรองไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หากไม่สามารถเดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติได้

ถ่านหิน
เป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงที่ไทยยังใช้ในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 15% มีต้นทุนต่ำ สามารถจัดหาได้ในประเทศ ช่วยพยุงราคาค่าไฟให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานทั่วโลก ราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันพุ่งสูง กฟผ.ได้ชุบชีวิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ปลดออกจากระบบผลิตไฟฟ้าให้กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าให้ไทยข้ามผ่านวิกฤตไปได้ แม้กระบวนการผลิตได้มีการพัฒนานำเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย มีมาตรการตรวจสอบและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังมีข้อกังขาเรื่องการปล่อยมลภาวะ

พลังงานหมุนเวียน
การผลิตไฟฟ้าจากทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พลังงานน้ำ และพลังงานลม ไม่ก่อให้เกิดก๊าซ CO2 มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำ แต่ระบบกักเก็บพลังงานส่วนเกินสำรองในรูปแบบต่างๆ ให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงยังมีต้นทุนสูง แม้จะเริ่มนำร่องใช้ระบบกักเก็บต้นแบบที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่สามารถตอบสนองความผันผวนและเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR)
เป็นทางเลือกหนึ่งที่ที่มีจำนวนมาก ราคาถูก มีประสิทธิภาพสูง เพราะใช้ปริมาณน้อยแต่ให้พลังงานความร้อนมหาศาล สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องนานถึง 24 เดือน และไม่ปล่อยก๊าซ CO2

จากผลการศึกษาพบว่า หนึ่งในช่วงชีวิตคนหนึ่งคนจะใช้ยูเรเนียมซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของ SMR เพียง 1 กิโลกรัม/คนเท่านั้น น้อยกว่าเชื้อเพลิงจากฟอสซิลถึง 50,000-100,000 เท่า เพื่อผลิตไฟฟ้าในปริมาณที่เท่ากัน ทำให้ต้นทุนค่าไฟแข่งขันได้ สามารถกำหนดค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับประชาชน แม้จะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่อีกนัยหนึ่งหากเกิดปัญหาก็ให้โทษมหาศาลเช่นกัน
ไฮโดรเจน
พลังงานแห่งอนาคตตัวฮอตฮิตที่ทั่วโลกให้ความสนใจนำมาผลิตไฟฟ้าและกักเก็บพลังงาน เพราะสามารถสังเคราะห์ได้จากเชื้อเพลิงตามธรรมชาติหลากหลายประเภท ทั้งที่ปล่อยก๊าซ CO2 อาทิ ไฮโดรเจนสีเทา (Grey hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ไฮโดรเจนสีดำและน้ำตาล (Black and brown hydrogen) จากถ่านหินสีดำ และลิกไนต์ ไฮโดรเจนสีแดง (Red hydrogen) จากชีวมวล หรือที่ไม่ปล่อย CO2 เรียกว่า ไฮโดรเจนสีเขียว (Green hydrogen) จากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (electrolysis) ที่แยกน้ำออกเป็นออกซิเจนและไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS : Carbon Capture and Storage) มาใช้ควบคู่กับการผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน จะทำให้ได้ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue hydrogen) เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ เป็นทางเลือกที่สะอาด แต่ยังคงมีราคาแพง
ในอนาคตปี 2593 คาดการณ์ความต้องการใช้ไฮโดรเจนจะเพิ่มขึ้น 6 เท่าจากปี 2563 โดยถูกนำมาใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์เครื่องบิน เรือ หรือการขนส่งบรรทุกสินค้า และอื่นๆ
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าให้ประเทศในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เพราะความสามารถในการผลิตไฟฟ้าที่รองรับความต้องการของระบบ ยังเป็นจุดแข็งที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถทำได้ ขณะที่พลังงานแห่งอนาคตก็ยังมีต้นทุนสูง จนสู้ไม่ไหว
สุดท้ายแล้ว ในเร็ววันนี้คงยังไม่ได้คำตอบว่าประเทศเราจะเลือกใช้พลังงานชนิดใดชนิดหนึ่ง
แต่อย่างน้อยๆ วันนี้จะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทย ในการศึกษาว่าเราจะใช้พลังงานสะอาดประเภทใดรูปแบบใดอย่างรอบด้าน เพื่อลูกหลานคนไทยทุกคน