นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมประเมินแนวโนมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวได้ที่ 2.4-2.9% จากปี 2567 คาดอยู่ที่ 2.8% การส่งออกจะขยายตัว 1.5-2.5% ซึ่งต่ำกว่าปี 2567 คาดอยู่ที่ 4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำที่ 0.8-1.2% จากปี 2567 คาดอยู่ที่ 0.4%
โดย กกร. มองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกมีโมเมนตัมและเติบโตได้ดี จากมาตรการของภาครัฐที่จะทยอยในช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนช่วงครึ่งปีหลังยังมีความจำเป็นที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมีความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมทั้งมีมาตรการยกระดับรายได้ และความปลอดภัยของครัวเรือนอย่างเป็นระบบ สอดรับกับมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เนื่องจากเรื่องหนี้นอกระบบในประเทศไทยเป็นปัญหาสำคัญและมีความซับซ้อน โดยจากการสำรวจของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าหนี้นอกระบบเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 98,538 บาท หรือราว 13% ต่อจีดีพี ทำให้หนี้ครัวเรือนในภาพรวมอยู่ที่ 104% ต่อจีดีพี
“จีดีพีไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 104% ของจีดีพีเมื่อรวมหนี้นอกระบบ เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี ซึ่ง 40% ของครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบ อาจนำไปสู่ปัญหาลูกโซ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะหนี้นอกระบบเป็นแหล่งเงินทุนฉุกเฉินสำหรับการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และการจัดการกับปัญหาทางการเงินเฉพาะหน้า ส่วนอีก 30% ของครัวเรือนที่มีรายได้จากเศรษฐกิจในระบบ ยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม”
นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีขาดความสามารถในการปรับตัวและการแข่งขัน ที่จะรับมือกับการตีตลาดของสินค้านำเข้าทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าโดยเฉพาะนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อจีนเป็น 60% และต่อประเทศอื่นประมาณ 10-20% จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย