นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าปีนี้ยังคงท้าทาย ปตท. มุ่งมันสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างการเติบโตควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก ต้องสร้างความแข็งแรงภายในองค์กร ลดความเสียง รักษาเสถียรภาพให้กับธุรกิจ พิจารณาการลงทุนด้วยความระมัดระวัง พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุล พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่ง ปตท. เตรียมงบลงทุน 5 ปี อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท โดยปีนี้มีแผนลงทุน 25,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนขยายธุรกิจท่อ ธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ และเน้นธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นต้น
โดยจะสอดรับกับแผนดำเนินธุรกิจแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น เน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ใช่คาร์บอน และการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในกลุ่มธุรกิจ ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณ 3,300 ล้านบาท/ปี ภายใน 3 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี ภายใน 2 ปี
ระยะกลาง เน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจก๊าซธรรมชาติและการกลั่น โดยพาพันธมิตรมาร่วมธุรกิจ ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค (LNG Hub) และในระยะยาว เน้นลงทุนระบบการดักจับและกักเก็บคาร์บอน
“ปตท.ตั้งเป้ามีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ซึ่ง ปตท.บริษัทแม่ตั้งเป้าหมายทำได้ 10,000 ล้านบาท ที่เหลือ 20,000 ล้านบาท เป็นเป้าหมายบริษัทในเครือทั้งหมดรวมกัน“นายคงกระพัน กล่าว
ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะมีการควบรวมธุรกิจบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IIRPC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC นั้น ส่วนตัว ยืนยันไม่มีการควบรวมกันตามที่เป็นข่าว และในส่วนของการดำเนินธุรกิจตามนโยบายลดค่าไฟค่าน้ำมันของรัฐบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการหารือกับรมว.พลังงานแต่อย่างใด
นายคงกระพัน กล่าวว่า ในปี 2567 ธุรกิจ Hydrocarbon and Power เป็นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนให้กับ ปตท. ประกอบด้วย การลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิต ผ่านบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชม) หรือ ปตท.สผ. โดย ปตท.สผ. สามารถปรับเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) จากอ่าวไทยสู่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเข้าซื้อหุ้น 10% ในโครงการสัมปทานกาชา (Ghasha Concession Project) หนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (LNG) มีปริมาณการนำเข้า LNG ทั้งสัญญาระยะยาว และสัญญาแบบตลาดจร (Spot) รวม 9.6 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย สร้างมูลคำเพิ่ม 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความร่วมมือภายในกลุ่ม และโรงกลั่นได้ปรับการผลิตน้ำมันดีเชลให้ได้มาตรฐานยูโร 5 เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM 2.5 ตามนโยบายของภาครัฐ
ธุรกิจไฟฟ้า มีกำลังการผลิตเพิ่มเติม อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งหมด 15 กิกะวัตต์ โดยหลักมาจากการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ สำหรับธุรกิจ Non-Hydrocarbon ได้ทบทวนกลยุทธ์ เน้นทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่ม ปตท. โดยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เน้นการขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) ที่มีความพร้อมของด้านโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับธุรกิจผลิตยาและสุขภาพ (Life Science) เป็นธุรกิจที่ดี แต่ต้องขับเคลื่อนได้ด้วยธุรกิจเอง self-funding มีผู้เชี่ยวชาญ ปีที่ผ่านมารับรู้รายได้จากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท Alvogen Malta (Out-icensing) Holding Ltd. มูลค่า 4,500 ล้านบาท ของบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics) ออกจากธุรกิจไม่สอดคล้องกับ ปตท. มุ่งเน้น ที่สามารถต่อยอดและมีการทำงานร่วมกันภายในกลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ ปตท. มีกลยุทธ์สร้างการเติบโตควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (NET ZERO) ผ่านแนวทาง C3 ได้แก่ C1 การปรับพอร์ตธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน C2 การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด C3 ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage / CCS) รวมถึงเพิ่มการดูดขับก๊าชคาร์บอนไดออกไซต์ด้วยวิธีทางธรรมชาติผ่านการปลูกป่า
สำหรับเจตนารมณ์ของ ปตท. ในการขับเคลื่อนองค์กรบนพื้นฐานความยั่งยืนอย่างสมดุล เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ด้วยผลคะแนนอันดันดับ 1 ด้านความยั่งยืนอันดับสูงสุดของโลก (Top 1%) ของกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Upstream & Integrated (OGX) ในรายงานประจำปี “The Sustainability Yearbook 2025” จากการประเมินของ S&P Giobal Corporate Sustainabilty Assessment (CSA) ประจำปี 2024 และได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน DJSI เป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงการเดินทางบนความยั่งยืนของ ปตท.
นอกจากนี้ ยังเป็นบริษัทเดียวในไทยที่ติดอันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดใน Brand Finance Global 500 และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Fortune Southeast Asia 500 ให้เป็นบริษัทชันนำอันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงได้ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง
นายคงกระพัน กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2567 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 3,090,453 ล้านบาท ลดลง 1.7% และมีกำไรสุทธิ 90,072 ล้านบาท ลดลง 19.6% เป็นผลมาจากธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีรายได้จากการขายลดลง แม้จะมีปริมาณการขายน้ำมันสำเร็จรูป และแอลเอ็นจี เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้จากการขายลดลงเช่นกัน จากราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคา Pool Gas นอกจากนี้ ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกมีรายได้ลดลงจากประมาณการขายที่ลดลง อย่างไรก็ตาม พร้อมจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2567 ที่ 2.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่ 6.6%