“ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจที่จะสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทยมีความเหมาะสมมากขึ้น” เป็นคำกล่าวที่มีความมุ่งมั่นของ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนที่ 14 ที่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงตลาดหุ้นไทยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นในหลายด้าน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยถดถอยลง โดยไปทดสอบระดับต่ำสุดใหม่ในรอบหลายปีอยู่หลายครั้ง

และล่าสุด ณ วันที่ 27 ก.พ. 2568 ดัชนีปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,186.36 จุด ซึ่งอยู่ในระดับเข้าใกล้ดัชนีช่วงล็อกดาวน์โควิดรอบ 2 ในเดือนต.ค. 2563 แล้ว

แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา นายอัสสเดชพร้อมด้วยคณะผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกันออกมาเปิดเผยมาตรการเรียกความเชื่อมั่นผ่านการเตรียมแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อแก้ปัญหา

รายงานพิเศษ

นายอัสสเดช คงสิริ

 

แผนกระตุ้นตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

โดยแนวทางระยะสั้น เพื่อไม่ให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนขึ้น-ลงชั่วคราว แต่อยากให้มีความยั่งยืน ซึ่งจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการศึกษาและนำเสนอไปยัง นายพิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง คือ ขอให้โยกเงินจากกองทุนรวมระยะยาว (LTF) เพื่อไปลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) เพื่อลดความกังวลด้านแรงเทขาย และสนับสนุนเรื่อง Trust & Confidence เชื่อใจและมั่นใจให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่มีความผันผวนจากทั่วโลก

ซึ่งดูเหมือนว่าประเด็นนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการในการจัดตั้งกองทุน TESG 2 กองใหม่ เพื่อรองรับเม็ดเงินจาก LTF ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ที่จะครบกำหนดทั้งหมด

นายอัสสเดชยังได้เสนอแนวทางเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหุ้นไทย ด้วยการเตรียมเปิดให้บริการ Co Location ในไตรมาส 2 นี้ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งสามารถเข้ามาติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเชื่อมต่อส่งคำสั่งซื้อขาย รับบริการข้อมูลราคาที่รวดเร็ว เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ โดยเป็นการบริการพื้นฐานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่จะมีเพียงแค่ค่าสาธารณูปโภคเท่านั้น

รายงานพิเศษ

ส่วนแผนกระตุ้นตลาดทุนระยะสั้นอีกหนึ่งเรื่อง คือ การปรับกฎเกณฑ์การซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพื่อเป็นการบริหารทางการเงินโดยเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้มูลค่าของกิจการสะท้อนได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และมีการตั้งคณะทำงานทั้ง 3 ฝ่ายแล้ว เพื่อพิจารณาปรับเกณฑ์การซื้อหุ้นคืนให้มีความสะดวกคล่องตัวและมีความเหมาะสมขึ้น เช่น การพิจารณาสัดส่วนการซื้อหุ้นคืนได้มากกว่า 10% แต่จะต้องไม่ติดเกณฑ์ Free Float 15% และบจ.ที่ซื้อหุ้นคืน จะต้องเป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน และไม่มีประเด็นเรื่องไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงจะมีการปรับเกณฑ์ระยะเวลาการเว้นช่วงซื้อหุ้นคืนให้มีความเป็นสากลมากขึ้น

ทั้งนี้ การหารือกับคณะทำงานทั้ง 3 ฝ่าย ในการปรับเกณฑ์การซื้อหุ้นครั้งนี้ เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้ว เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานเพราะไม่ต้องแก้กฎหมาย แต่เป็นการแก้ในระดับกฎกระทรวง

โดยข้อมูลบจ. ซื้อหุ้นในปี 2567 พบว่ามีบจ. ซื้อหุ้นคืนเพิ่มขึ้นสูงถึง 39 บริษัท จากปีก่อนหน้ามีเพียง 25 บริษัท และในช่วง 1 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวน 5 บริษัท ซึ่งการซื้อหุ้นคืน ทำให้จำนวนหุ้นลดลง ดังนั้นการจ่ายเงินปันผลก็จะเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่ง (Welth) ก็จะกลับที่ผู้ถือหุ้น

✦ Jump+ หนุนบจ.สร้างมูลค่าให้ตัวเอง

สำหรับแผนระยะกลาง การผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนให้กลับมาโฟกัสในการดำเนินธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ และทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่เติบโต ด้วยโครงการ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบจ. ที่มีแผนผลักดันกำไรบริษัทให้เติบโต โดยเตรียมนำเข้าหารือกระทรวงการคลัง

1.เสนอแนวทางให้พิจารณายกเว้นภาษีกำไรนิติบุคคลเฉพาะในส่วนกำไรส่วนเพิ่ม เมื่อเปรียบเทียบจากฐานของปีก่อนหน้า โดยให้เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 3 ปี หาก บจ. สามารถทำได้ตามเงื่อนไขและเป้าหมายทางธุรกิจ

2.เสนอแนวทางให้พิจารณายกเว้นภาษีย้อนหลัง หรือ ‘นิรโทษกรรมภาษี’ ให้กับกิจการหรือบริษัทที่อยู่นอกตลาดหุ้น ในกรณีที่ บจ. เข้าไปควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) บริษัทนอกตลาดหุ้น ที่อาจมีการทำบัญชีหรืองบการเงิน 2 เล่ม เพื่อหลบเลี่ยงภาษี แต่เมื่อมีการทำ M&A เข้ามาอยู่ในตลาดทุนแล้ว ต้องมีการเปิดเผยข้อมูล มีหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบที่ค่อนข้างรัดกุมและน่าเชื่อถือ

รายงานพิเศษ

ดังนั้นแล้ว ถ้าไม่เก็บภาษีจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการทำ M&A ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ส่งผลให้ บจ. มีความแข็งแกร่งขึ้น สามารถสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) ในการทำธุรกิจในหลายๆ ด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ฐานะการเงิน รวมทั้งช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ บจ. ไทยในการดำเนินธุรกิจกับทั่วโลก

นายอัสสเดชกล่าวว่า โครงการ Jump+ ได้มีการพูดคุยและปรึกษาในหลายภาคส่วนแล้ว ซึ่งจะมีการนำเสนอรมว.คลัง เพื่อฟังความคิดเห็นและขอการสนับสนุนด้านภาษี โดยวางแผนจะให้เริ่มดำเนินโครงการนี้ ภายในเดือนพ.ค.นี้ เพื่อจะให้ทันช่วงการทำแผนการดำเนินงานปีถัดไปของบจ. จะเกิดขึ้นในไตรมาส 3

อย่างไรก็ดี ตั้งเป้าหมายในระยะเริ่มต้นจะมีบจ. เข้าร่วมอย่างน้อย 50 บริษัท และในอนาคตอยากให้บจ. มากกว่า 50% เข้ามาใช้โครงการ Jump+ ซึ่งเมื่อ บจ.ไทยเติบโต บริษัทก็เติบโต ตลาดทุนก็จะเติบโต และสุดท้ายเศรษฐกิจของประเทศก็จะเติบโตด้วย

สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ ได้ ต้องมีคุณสมบัติ เป็นบจ. ใน SET หรือ mai ที่ไม่ติดเครื่องหมาย CB, CS, CC, CF ที่แสดงถึงปัญหาทางการเงิน ไม่เข้าข่ายถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีกรรมการหรือผู้บริหารที่ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ต้องรักษาสถานะดังกล่าวตลอดระยะเวลาของโครงการ หากฝ่าฝืน อาจถูกตัดสิทธิ์ออกจากโครงการ และถูกระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

✦ ประเด็น Capped Weight

นายอัสสเดชยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับเกณฑ์จำกัดน้ำหนัก Capped Weight กำหนดให้หุ้นรายตัวใน SET50, SET100, SET50FF และ SET100FF มีน้ำหนักไม่เกิน 10% เพื่อต้องการลดความผันผวนหรือลดการพึ่งพาจากหุ้นตัวใดตัวหุ้นหนึ่งที่จะมีผลในการชี้นำดัชนีตลาดหุ้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มีการใช้กันอยู่แล้วในตลาดหุ้นระดับสากลทั่วโลก เนื่องจากที่ผ่านมามีหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหุ้นไทยที่มีลักษณะเฉพาะตัว (Unique) ทั้งมูลค่าตลาดสูง (Market Cap) มีปริมาณการถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยต่ำ (Free Float) ทำให้มีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนแบบผิดปกติได้ ดังนั้นการปรับเกณฑ์ดังกล่าว เป็นความตั้งใจที่อยากจะสร้างเสถียรภาพของตลาดหุ้นไทยให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

“ที่ผ่านมาได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางที่จะช่วยให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยหลักการพื้นฐาน ราคาหุ้นของ บจ. แต่ละตัวควรจะมีผลกระทบจากมูลค่าพื้นฐานในการดำเนินงานของบจ.นั้นๆ ซึ่งหากราคาปรับขึ้นสูง นั่นหมายถึงมีความคาดหวังว่าผลประกอบการในอนาคตจะดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด หรือ ผลประกอบการจะแย่ลงราคาหุ้นก็อาจจะปรับลดลง ดังนั้นมันควรเป็นหลักการพื้นฐานของตลาดทุน ฉะนั้นหากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้นๆ ที่หลุดไปจากพื้นฐาน ก็อาจจะไม่ดีต่อเสถียรภาพของตลาดทุนไทย”

ศึกรอบด้านทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก กับหลากปัญหาใหม่ๆ ที่เข้ามาท้าทายไม่หยุด มาตรการต่างๆ ที่จะทยอยเข้ามา จะทำให้บรรลุเป้าหมาย Trust & Confidence ให้กับตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่

ต้องร่วมเอาใจช่วยไปด้วยกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน