หอการค้า ชี้เงินหมื่นเฟส 3 ดันจีดีพีเพิ่มแค่ 0.1% เศรษฐกิจไม่กระเตื้อง แนะฟื้นคนละครึ่ง ชง 3 ข้อเสนอ กระตุ้นจีดีพีโตเกิน 3% ต้องช่วยเอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน
วันที่ 11 มี.ค. 2568 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงโครงการแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ที่ให้เฉพาะกลุ่มอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน ใช้งบประมาณราวๆ 25,000 – 27,000 ล้านบาทว่า หากเป็นการใช้ในสินค้าที่เป็น Local Content และเป็นการใช้จ่ายเงินในแต่ละพื้นที่ น่าจะทำให้มีผลต่อจีดีพี ประมาณ 0.1-0.2% แต่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาพบว่า อาจจะยังไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะซึมตัวจากหลายปัจจัย ทั้งจากภายนอกและภายใน โดยเฉพาะปัญหากำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องและมุ่งเน้นมาตรการที่เกิดผลเป็นรูปธรรม เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่เคยดำเนินการมาก่อน ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และมีผลเชื่อมโยงไปยังภาคธุรกิจ SME หรือในลักษณะโครงการคูณสอง ซึ่งเป็นแนวทางที่หอการค้าเคยเสนอไว้ ส่วนนี้จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น
ทั้งนี้ หอการค้าฯ มองว่าการใช้งบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน เนื่องจากงบประมาณของภาครัฐมีจำกัด และขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ดังนั้น การดำเนินมาตรการควรพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่สามารถทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างและยั่งยืน
นายสนั่น กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจในปีนี้เติบโตได้มากกว่า 3% ว่า สำหรับข้อเสนอต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยโตได้เกิน 3% นั้น หอการค้าฯ มองว่าแม้จะมีการลดดอกเบี้ยแล้ว แต่ภาคเอกชนยังต้องการเห็นมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาในการขอสินเชื่อ เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน และต้นทุนทางการเงินที่ยังสูง ดังนั้น หอการค้าฯ จึงมีข้อเสนอสำคัญ ที่อยากจะฝากไปยังรัฐบาลและสถาบันการเงินให้พิจารณาดำเนินการ ได้แก่
1.ธนาคารควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ต้องส่งต่อผลประโยชน์ไปถึงภาคธุรกิจจริง ๆ พร้อมทั้งลดเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น 2.ขยายโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกัน และ3.พิจารณาการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
นอกจากนั้น ควรต้องมีมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ควบคู่กันเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามเป้า อาทิ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะงบค้างท่อที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้, มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุน EEC
รวมทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่อยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมและต้องการจะปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มเติมหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดจนผู้ประกอบการไทยที่มีความต้องการลงทุนในจังหวัดศักยภาพต่างๆ ส่วนนี้รัฐบาลก็ควรพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้เท่าเทียมกับต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย และการกระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือนโยบายทรัมป์ 2.0
นายสนั่น กล่าวอีกว่า หอการค้าไทย ขอขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสเชิญชวนให้ กกร. ในฐานะภาคเอกชนไทย ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ร่วมกัน ซึ่งภาคเอกชนเชื่อว่าการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน จะสามารถวางกลยุทธ์ให้ไทยได้รับประโยชน์สูงสุด