ทอง ฉุดไม่อยู่ ! ทำจุดสูงสุดใหม่ 3,167.2 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังทรัมป์ขึ้นภาษีคู่ค้า รวมถึงไทย 36%
น.ส.เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยทิศทางราคา ทอง คำประจำวันที่ 3 เมษายน 2568 ทองคำในประเทศยังคงได้รับแรงหนุนจากทั้งการปรับตัวขึ้นของทองคำในตลาดโลก หลังประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดเผยมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรอย่างน้อย 10% และสูงกว่านั้นสำหรับบางประเทศ
ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้าโลกที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐให้มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยรวมไปถึงเช้านี้เงินบาทอ่อนค่า โดยเคลื่อนไหวบริเวณ 34.36 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากไทยจะถูกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) 36%
ทำให้ภาพรวมราคาทองคำในประเทศยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจากราคาเริ่มอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป
สำหรับกลยุทธ์ Buy on Dip โดยการทำกำไรในช่วงตลาดขาลงระยะสั้น ๆ แต่ในระยะยาวกราฟยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีทองคำอยู่มาก แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง หากราคาไม่ผ่าน 51,650-51,300 บาทต่อบาททองคำ และรอเข้าซื้อหากราคาไม่หลุด 50,550-50,000 บาทต่อบาททองคำ หากหลุด 50,000 ชะลอการเข้าซื้อไปก่อน พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวของทองคำโลกและเงินบาทอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภาพรวมตลาดยังมีความผันผวนอย่างมาก
อย่างไรก็ดีทองคำในตลาดสหรัฐเมื่อคืนนี้ปิดบวก 21.74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่เช้านี้ จะทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 3,167.2 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดเผยมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรอย่างน้อย 10%
และสูงกว่านั้นสำหรับบางประเทศ ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้าโลกที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐให้มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีผลให้เช้านี้ สัญญา futures ของหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าส่วนเงินบาทอ่อนค่าเนื่องจากไทยจะถูกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ 36% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในประเทศ