ททท. เผย มิชลิน ไกด์ หนุนสร้างรายได้การท่องเที่ยวเชิงอาหาร ปี 2567 เพิ่ม 500 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 60% เป็นเป้าหมายเดินทางรองแค่ญี่ปุ่น

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากความร่วมมือกับ มิชลิน ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ยกระดับวงการอาหารไทยและการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างเป็นรูปธรรม จากการเริ่มต้นแนะนำร้านอาหารในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2561 ซึ่งมีร้านอาหารในคู่มือ มิชลิน ไกด์ เพียง 98 ร้าน ปัจจุบันคู่มือเล่มล่าสุดปี 2568 มีจำนวนถึง 462 ร้าน ครอบคลุม 11 พื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค

และที่สำคัญในปี 2568 นี้ ร้านศรณ์ โดยเชฟไอซ์ ศุภักษร จงศิริ ได้รับสามดาวมิชลินเป็นร้านแรกในประเทศไทยและเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกของโลก นับเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของวงการอาหารไทย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองประเทศไทย จากผลการประเมินภาพลักษณ์การท่องเที่ยวด้านอาหารประจำปี 2567 โดยบริษัท เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง จำกัด ประเมินไทยเป็นจุดหมายปลายทาง ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ระดับ 53% เพิ่มขึ้นจาก 44% ในปี 2566 ครองอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้จากเงินลงทุนเพื่อทำมิชลินไกด์ปีละ 25 ล้านบาท แต่มีรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทานอาหารในร้านมิชลิน ไกด์ สูงสุดถึง 500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 60-70% ในปี 2567 ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบรับที่สูงกว่าเงินลงทุนในแต่ละปี และยังเป็นอนิสงส์ต่อภาคการท่องเที่ยวในด้านอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะที่รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือเฉลี่ยปีละ 4 แสนล้านบาทจากรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จัดเก็บได้ 2 ล้านล้านบาท

ความกังวลตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง อยากให้มองในด้านคุณภาพ ที่สะท้อนจากโครงสร้างด้านราคาที่ปรับตัวดีขึ้น โรงแรมสามารถขายห้องพักได้สูงกว่าเดิม แม้ดีมานด์ลดลง โดยโจทย์ที่ทุกคนอยากได้คือ มูลค่าที่ได้รับสูงกว่าปริมาณที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่กำลังจะได้เห็นแล้ว เพราะแม้มีปริมาณจำนวนนักท่องเที่ยวหายไปในบางตลาด แต่ก็ได้ตลาดอื่นเข้ามาทดแทน รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาที่สมเหตุสมผลมากกว่าเดิม

จึงไม่อยากให้ตื่นตระหนกตกใจกับตัวเลขที่ลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า ททท.จะประมาทกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีการประเมินในมิติต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย อาทิ การปรับโครงสร้างทั้งคุณภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติเอง รวมถึงโครงสร้างด้านราคาทางการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและลูกค้าต้องการในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาในส่วนของการให้บริการที่อาจยังไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรธรรมชาติ

น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องมือที่มองไม่เห็นในแง่การเมืองส่งผลให้ตลาดจีนชะลอเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยนั้น เบื้องต้นมีหลายองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาร่วมกัน อาทิ มิติของนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลงในหลายประเทศอื่นๆ เช่นกัน เพราะรัฐบาลจีนมีมาตรการที่กระตุ้นให้คนจีนเที่ยวในประเทศกันเอง รวมถึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

จีนจึงเป็นคู่แข่งในด้านการท่องเที่ยวของทั่วโลก ไม่ได้เป็นคู่แข่งแค่ในไทยอย่างเดียว อีกทั้งพบว่าจีนมีการร่วมมือกับพันธมิตรในด้านทำตลาดท่องเที่ยวสูงมากขึ้น ทั้งการให้สิทธิพิเศษในการเข้าไปเที่ยวจีน ให้ทั้งกับนักท่องเที่ยวและพันธมิตรด้วย ทำให้ต้องประเมินประเด็นที่ยังมองไม่เห็นเพิ่มเติม นอกเหนือจากประเด็นที่มองเห็นแล้วในปัจจุบัน

ผลกระทบจากการขึ้นภาษีของรัฐบาลสหรัฐ ประเด็นแบบนี้ถือว่าชัดเจนแล้ว ทุกคนเห็นภาพชัดกว่าเดิม แต่ก็ต้องประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวมากน้อยเท่าใด ทั้งตลาดจีน และตลาดสหรัฐเอง ว่าจะเดินทางท่องเที่ยวลดลงหรือไม่ เพราะมีผลกระทบอยู่อย่างแน่นอน

ซึ่ง ททท.ก็ทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ และพันธมิตรต่างๆ เพื่อรอเก็บเกี่ยวดอกผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เหมือนตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมา ททท.โฟกัสการทำตลาดในระยะไกลเข้ามาเที่ยวไทย จึงเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล อาทิ ยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก สะท้อนนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ปรับเปลี่ยนในแง่โครงสร้างมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน