กฟผ.ชี้มีแนวโน้มค่าไฟฟ้ามีโอกาสต่ำกว่า 3.98 บาท/หน่วย หลังต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง พร้อมดำเนินแผนลงทุน และรับซื้อแอลเอ็นจีสหรัฐ

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า กลุ่ม กฟผ.พร้อมดำเนินแผนการลงทุนและรับซื้อก๊าซธรรมชาติ(แอลเอ็นจี) ตามนโยบายรัฐบาลที่เสนอแผนเจรจากับสหรัฐ

เพื่อสร้างสมดุลย์การค้า ภายใต้ราคาประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันต้นทุนที่ถูกที่สุด ทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยบนพื้นฐานต้นทุนราคาแข่งขันได้กับประเทศอื่นเช่นกัน

“ในอนาคต แนวโน้มค่าไฟฟ้ามีโอกาสต่ำกว่างวดปัจจุบัน (พ.ค.-ส.ค.2568) ที่ 3.98 บาท/หน่วย เนื่องจากทิศทางราคาเชื้อเพลิงปรับตัวลง

สวนทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นล่าสุดอยู่ที่ระดับ 32.38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สะสมที่กฟผ.รับภาระเชื้อเพลิงให้ประชาชนทยอยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 71,000 ล้านบาท”

ทั้งนี้ หาก กฟผ.ไม่ได้มีส่วนร่วมในการรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิง 1.5 แสนล้านบาท เพื่อตรึงค่าไฟฟ้าไว้ตามนโยบายรัฐตั้งแต่ปี 2565 ค่าไฟฟ้าจะกระโดดขึ้นไปถึง 7-8 บาท/หน่วย

อีกทั้งในปี 2567 กฟผ.ยังนำเงินส่งรัฐ 50% ของผลกำไร สร้างสถิติเป็นรัฐวิสาหกิจที่นำเงินส่งรัฐสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในตลาดเพียง 29% เท่านั้น ดังนั้นหาก กฟผ.มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะสร้างประโยชน์แก่รัฐในการเป็นเครื่องมือดูแลประชาชนมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้ง 3 การไฟฟ้า มีความเป็นห่วงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เรื่องความต้องการใช้ปริมาณไฟฟ้าใหม่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีมากถึง 10,000 เมกะวัตต์

เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนกระจุกตัวอยู่จำนวนมาก ในจำนวนนี้เป็นโครงการดาต้าเซ็นเตอร์กว่า 20 ราย ต้องการใช้ไฟ 5,000 เมกะวัตต์ มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุต่อระบบไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในอีอีซีได้

ขณะเดียวกัน ไทยต้องนำบทเรียนการเกิดเหตุไฟฟ้าดับที่ยุโรปเมื่อปลายเดือนเม.ย.2568 ที่ผ่านมา โดยประเทศสเปนมีการใช้พลังงานทดแทน 60% มาเป็นกรณีศึกษา

และวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดในไทย ภายใต้แผนพลังงานชาติของไทยที่กำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนอยู่ที่ 50% ในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน