ปตท. เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมเร่งสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ ปลดล็อกข้อจำกัดกฎหมาย
วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา iBusiness Forum Decode 2025 : The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ว่า ขณะนี้ทิศทางพลังงานโลกมีความไม่แน่นอนสูง จากปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ส่งผลกระทบต่อราคาและความมั่นคงด้านพลังงาน โดยปัจจัยระยะสั้น ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากเงินเฟ้อ นโยบายและกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และการขยายตัวทางดิจิทัล ส่วนปัจจัยระยะยาว ได้แก่ การลดคาร์บอนเป็นความท้าทายหลัก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ( Net Zero) เป็นต้น

ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนั้น ทิศทางพลังงานจะต้องสมดุลกัน 3 เรื่อง คือ ความมั่นคงพลังงาน ความยั่งยืน และพลังงานมีใช้ในราคาที่เหมาะสม ท่ามกลางความต้องการใช้พลังงานของโลกช่วงปี 2566-2593 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาด จึงยังมีความสำคัญอยู่ เห็นได้จากสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้นจาก 24% ในปี2566 เป็น 26% ในปี 2593 ส่วนน้ำมันมีการใช้ลดลงจาก 31 % เหลือ 28% และถ่านหินการใช้ลดงจาก 25% เหลือเพียง 13%
สำหรับทิศทางพลังงานของไทย ยังมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ขณะที่นโยบายภาครัฐ แม้จะวางทิศทางส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้นแต่ยังไม่ถึง 20% เรื่องนี้ต้องใช้เวลา เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพการผลิต ที่ไทยมีการผลิตก๊าซในอ่าวไทยคิดเป็นสัดส่วน 50% ของการใช้ จึงได้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากเมียนมา 15%
และนำเข้าจากที่อื่นอีกถึง 30% ทำให้ต้นทุนสูง สะท้อนผ่านไปยังอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะมีราคาถูก ช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าแอลเอ็นจีในช่วงที่เกิดสงครามจากต่างประเทศที่มีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม ปตท. ให้ความสำคัญกับก๊าซเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ไทยผลิตใช้เองส่วนใหญ่ นำเข้าบ้าง ควบคู่ไปกับการลดการเรือนกระจก เพราะการลดการปล่อยคาร์บอนจะถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า และมีการเก็บภาษี ไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเห็นตรงกันว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ก๊าซจะยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก
ส่วนแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนใน 5 ปีข้างหน้า คาดว่าโครงการดักจับและการจัดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage :CCS) จะเพิ่มขึ้น 500 โครงการ ปัจจุบันในสหรัฐมีโครงการ CCS มากถึง 100 โครง รวมถึงการพัฒนาไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแต่มีต้นทุนสูง
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตต้นทุนไฮโดรเจนถูกลง จะมีการนำมาใช้มากขึ้นทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและผสมในเชื้อเพลิงก๊าซในโรงไฟฟ้า ดังนั้น ไทยต้องส่งเสริมและเร่งการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ ปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน และ CCS รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization)