นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันรฟท. มีที่ดิน 3 หมื่นไร่ มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเดินรถ ซึ่ง รฟท.เตรียมที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่พัฒนาต่อยอดชิงพาณิชย์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดประเภทและลำดับความสำคัญ โดยจะเริ่มจากที่ดินแปลงใหญ่ก่อนคาดว่าระยะแรกจะทำให้รายได้ของ รฟท. เพิ่มขึ้น50% และในระยะยาวเพิ่มขึ้นถึง 100%

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้มอบหมายให้รฟท. ศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินของ รฟท. ว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ทั้งหมดภายในเดือน ธ.ค. นี้ ส่วนที่ดินที่ไม่ได้เอาไปใช้เรื่องการเดินรถและนำไปที่ว่างเปล่าสามารถนำออกไปพัฒนาเพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนได้แน่นอน

201610261141499-20041021145049

นายวุฒิชาติ กล่าวอีกว่าสำหรับรถโดยสารรุ่นใหม่จำนวน 115 คัน ที่เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนใน 4 เส้นทางตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมานั้น จะเพิ่มรายได้ให้ ร.ฟ.ท. ประมาณ200 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อโครงการรถไฟทางคู่เฟสแรกแล้วเสร็จประมาณปี 2563 จะทำให้รถวิ่งได้เต็มศักยภาพทำความเร็วสูงสุดได้ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและถึงปลายทางได้เร็วขึ้น 3 ชั่วโมง ซึ่งจะสร้างรายได้ก้าวกระโดดเป็น 1,250 ล้านบาทต่อปีและมีผู้โดยสารเฉลี่ย 1.073 ล้านคน

สำหรับอัตราค่าโดยสารรถโดยสารรุ่นใหม่ยังคงเป็นอัตราเดิมเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อตอบแทนผู้โดยสารและจะพิจารณาผลการบริการในช่วง 3 เดือนแรกก่อนเพื่อพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารต่อไปแต่คงไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากต้องแข่งขันกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ และถ้าได้รับการตอบรับที่ดีก็จะจัดหารถโดยสารใหม่มาให้บริการเพิ่ม

4

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่ารฟท. อยู่ระหว่างปรับแบบโครงการรถไฟฟ้าชายเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาทเพื่อเร่งผลักดันโครงการ เนื่องจากปัจจุบันล่าช้าในขั้นตอนประกวดราคาเป็นเวลาประมาณ 9 เดือนแล้ว ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วง Missing Link ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ เนื่องจากรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีปลายทางที่สถานีกลางบางซื่อ เมื่อการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อล่าช้าออกไปถึง 2562-2563 ก็ส่งผลให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงฯล่าช้าตามไปด้วย

“ตอนนี้กำลังดูปรับแบบรถไฟฟ้าสายสีแดง Missing Link ว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินรถ ขณะเดียวกันเร็วๆ นี้จะลงพื้นที่สถานีกลางบางซื่อเพื่อดูปัญหาการเจรจาส่งมอบพื้นที่ในสัญญาที่ 1-2 และจะปรับแบบสัญญาที่ 1-3 ให้การทำานสอดรับกัน”นายวุฒิชาติกล่าว

สำหรับการศึกษาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ช่วงสนามบินดอนเมือง-สนามบินอู่ตะเภาใกล้แล้วเสร็จแต่ยังติดปัญหาเส้นทางซ้อนทับกับโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 193.5 กิโลเมตรวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท รฟท. จึงต้องปรับแบบและสร้างความชัดเจนในจุดนี้ก่อน วันนี้การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงมีมูลค่าสูง เอกชนจึงต้องมั่นใจว่าทั้ง 2 โครงการจะไม่แย่งลูกค้ากัน เราจึงต้องดูว่าเป็นไปได้และประโยชน์ รวมถึงปรับแนวเส้นทางและตลาดของแต่ละโครงการให้ชัดเจน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน