IRPC ยกระดับการผลิตสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนและสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
วันที่ 6 ส.ค.2568 นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 2/2568 มีความผันผวนจากปัจจัยหลายประการ ทั้งมาตรการทางภาษีของสหรัฐต่อประเทศคู่ค้า การปรับเพิ่มปริมาณการผลิตโดยสมัครใจของโอเปกและพันธมิตร แม้ว่ามีปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศแถบตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้บริษัทเกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 2,503 ล้านบาท หรือ 4.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 3,200 ล้านบาท หรือ 5.16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 29% ทำให้บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 223 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 86%
ขณะที่ บริษัทบันทึกต้นทุนทางการเงินสุทธิไตรมาส 2/2568 ที่ 619 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 5% อีกทั้ง มีขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 250 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ลดลงเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่มีผลกำไร 170 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาส 2/2568 บริษัทบันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2,132 ล้านบาท มากกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ 77%
โดยไตรมาส 2/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 56,802 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 9% หรือ 5,422 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 10% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 1% สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล
นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed: Market PTF) ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในกลุ่มโอเลฟินส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนราคาวัตถุดิบ ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ขณะที่กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นค่อนข้างคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 5,219 ล้านบาท หรือ 8.41 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 34%
นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มสถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบและตลาดปิโตรเคมี ในไตรมาส 3/2568 คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะมีปัจจัยสนับสนุนตามฤดูกาล จากการเดินทางในช่วงฤดูร้อนของประเทศแถบทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป รวมถึงการผลิตไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดน้ำมันดิบจะมีปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการทางด้านภาษีของสหรัฐต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงการปรับเพิ่มการผลิตของโอเปกพลัส และคาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะยังคงสร้างความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันดิบ
สถานการณ์ตลาดปิโตรเคมี ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าและการส่งออกสินค้า ปิโตรเคมีในหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และอาจจำกัดความต้องการซื้อ จากทั้งผู้ซื้อเม็ดและผู้ผลิตสินค้าปลายทาง ด้านอุปทานยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจีนอาจส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโดยรวมมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ขณะที่ ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับลดลง หลังจากโอเปกพลัสประกาศเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนส.ค. ประกอบกับได้รับแรงสนับสนุนบางส่วนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูการผลิตของธุรกิจปิโตรเคมี
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ IRPC เดินหน้าบริหารความเสี่ยงรอบด้าน โดยขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง และปรับพอร์ตการส่งออกให้มีความยืดหยุ่น รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้า เน้นการเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศ “Domestic First” พร้อมบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมความร่วมมือกับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ
ทั้งนี้ บริษัทได้เน้นการเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบริษัท อาทิ ท่าเรือและที่ดิน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในระยะยาว ในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม IRPC เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 จากหน่วยกลั่น Ultra Clean Fuel (UCF) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขานรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขันของบริษัท
กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีด้วยเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ชนิดปราศจากสารทาเลต (Phthalate-Free) ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ ภายใต้แบรนด์ “POLIMAXX” สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องมือแพทย์ และสิ่งทอเพื่อสุขอนามัย
นอกจากนี้ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ UHMWPE (Ultra-High Molecular Weight Polyethylene) ที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และด้านการบริหารทรัพย์สิน ได้วางกลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่ดินและท่าเรือน้ำลึกให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว